ประเทศที่เป็นตลาดท่องเที่ยวของจีนเตรียมพร้อมต้อนรับการเข้ามาของนักท่องเที่ยวจีนจำนวนมากในอนาคต
ประเทศที่เป็นตลาดท่องเที่ยวของจีนเตรียมพร้อมต้อนรับการเข้ามาของนักท่องเที่ยวจีนจำนวนมากในอนาคต

ในสถานการณ์ปัจจุบัน แนวโน้มกลุ่มเป้าหมายของนักท่องเที่ยวได้เปลี่ยนแปลงไป  สืบเนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกในช่วงก่อนหน้านี้ ทำให้เศรษฐกิจโลกที่เคยเติบโตมาตลอดในกลุ่มประเทศตะวันตก พลิกผันสู่โลกตะวันออก จีนกำลังกลายเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ในอีกไม่ช้า เศรษฐีใหม่จำนวนมากเกิดอย่างรวดเร็ว ชนชั้นกลางมีรายได้เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลต่อกำลังซื้อที่มากขึ้น แนวโน้มความต้องการเดินทางออกไปท่องเที่ยวยังต่างประเทศเพิ่มขึ้น หลายประเทศที่เป็นตลาดที่มีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวต่างเตรียมความพร้อมเพื่อรอต้อนรับปรากฎการณ์การเดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมากของนักท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยกำลังซื้ออย่างจีนที่ได้เกิดขึ้นแล้ว

ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวจีนกลายเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญ หลายประเทศที่มีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวต่างมีนโยบายส่งเสริมสนับสนุนให้นักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวยังประเทศตนเองมากขึ้น ซึ่งย่อมหมายถึงเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวที่จะลั่งไหลเข้าสู่ประเทศท่องเที่ยวต่างๆ รวมถึงประเทศไทยด้วย นำมาซึ่งรายได้ในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และนำไปสู่การจำหน่ายสินค้าและการบริการของกลุ่มประเทศท่องเที่ยวนั้นๆ เกิดเป็นความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก

หากมองภาพรวมการเดินทางออกไปท่องเที่ยวยังต่างประเทศของชาวจีนแผ่นดินใหญ่ในปี 2553 ซึ่ง China Tourism Academy (CTA) ได้รายงานไปเมื่อเดือน เม.ย 2554 ระบุว่า ในปีที่ผ่านมานักท่องเที่ยวชาวจีนได้เดินทางออกไปต่างประเทศมีจำนวนสูงถึง 57 ล้านครั้ง (ซึ่งรวมถึงการเดินทางไปเยือนฮ่องกง มาเก๊า และไต้หวัน) มีการใช้จ่ายเงินเป็นจำนวนถึง 48,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากกว่าปี 2552 ที่ชาวจีนเดินทางออกไปต่างประเทศที่ 47.6 ล้านครั้ง และมีการใช้จ่ายเป็นจำนวนเงิน 44,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ CTA ยังได้คาดการณ์ว่า ในปี 2554 นี้ การเดินทางออกไปต่างประเทศของชาวจีนนั้นจะเพิ่มสูงถึง 65 ล้านครั้ง อีกทั้งจะมีการใช้จ่ายเป็นเงินสูงถึง 55,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีจุดหมายท่องเที่ยวที่สำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศต่างๆ ในแถบทวีปยุโรป สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย เป็นต้น ซึ่งถือได้ว่าประเทศเหล่านี้คือ "ตลาดการท่องเที่ยวในต่างประเทศของชาวจีน ( China‘s outbound tourism market)

หากดูประเทศตลาดการท่องเที่ยวนั้น พบว่า 38 % ของชาวจีนส่วนมากนิยมไปเที่ยวในกลุ่มประเทศในทวีปยุโรป อีก 13% นิยมไปเที่ยวประเทศสหรัฐอเมริกา และกระจายสู่ที่อื่นๆ ทั่วโลก ซึ่ง การเดินทางออกไปท่องเที่ยวของชาวจีนนั้น ส่งผลชัดเจนต่อรายได้ที่สะพัดเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมการบินและอุตสาหกรรมโรงแรมทั่วโลกรวมกว่า 1.5 ล้านล้านหยวน

อนึ่ง ยังมีการแสดงตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางไปเยือนสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียในปี 2553 ทำให้ทราบถึงพฤติกรรมการใช้จ่าย รวมถึงรายได้สะพัดเข้าสู่ประเทศตลาดรายใหญ่ดังกล่าวในภาพรวม อาจเป็นแนวทางเพื่อพิจารณาปรับมาตรการในการต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวจีนที่นับวันจะเพิ่มทวีมากขึ้นในอนาคต

ตลาดประเทศสหรัฐอเมริกา

ตลาดประเทศสหรัฐอเมริกา ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวจีนมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ มากขึ้นตามลำดับ สำหรับในปี 2553 มีนักท่องเที่ยวจีนไปเยือนสหรัฐฯ เป็นจำนวน 810,738 คน เมื่อเทียบจากปี 2553 เพิ่มขึ้นถึง 53% และมากกว่าปี 2546 ถึง 4 เท่าตัว

 

   

ซ้าย กราฟแสดง 10 ประเทศแรกที่เดินทางมาเยือนสหรัฐฯ มากสุดในปี 2553

ขวา กราฟแสดง 10 ประเทศแรกที่ใช้จ่ายสูงสุดขณะมาเยือนสหรัฐฯ ในปี 2553

แม้ว่าจีนจะไม่ได้ติดอยู่ใน 10 อันดับแรกของประเทศที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนสหรัฐฯ มากที่สุด แต่จีนจัดอยู่ในกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีการใช้จ่ายเงินสูงสุดติดอันดับที่ 7 คิดเป็นมูลค่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเฉลี่ยใช้จ่ายคนละ 6,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากกว่าปี 2552 ถึง 39% โดยส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวชาวจีนพอใจไปกับการเลือกซื้อสินค้าแบรนด์เนม ทานอาหารหรู ค่าชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ รวมถึงพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียง อีกทั้ง ยังมีตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่ไปเยือน เกาะฮาวาย ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งหนึ่งของสหรัฐฯ ใจกลางมหาสมุทรแปซิฟิก โดยในปี 2553 มีนักท่องเที่ยวชาวจีนมาเที่ยวเป็นจำนวน 66,000 คน เพิ่มจากปี 2552 ถึง 35% และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 82,000 คนเมื่อสิ้นสุดปี 2554 นอกจากนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เพิ่มขึ้นในฮาวายแล้ว ตัวเลขการใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้นสูงมาก โดยเฉลี่ยต่อคนตกวันละ 368 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่านักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นไปแล้วที่เฉลี่ยต่อคนตกวันละ 275 ดอลลาร์สหรัฐ ในปัจจุบัน

ตลาดประเทศออสเตรเลีย มีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือน สำหรับใน 10 ปีที่ผ่านมา อย่างนักท่องเที่ยวชาวสหรัฐฯ ที่ปกติเดินทางมาเที่ยวออสเตรเลียเฉลี่ยเดือนละ 40,000 คน ทว่าปัจจุบันไม่เป็นเช่นนี้อีกต่อไปเมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวชาวหสรัฐฯ เริ่มลดจำนวนลงตั้งแต่ปี 2552 สาเหตุสำคัญมาจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจภายในประเทศ และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลง นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นก็ลดจำนวนลงเช่นกันเนื่องจากได้รับผลกระทบจากเหตุกาณ์สึนามิเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ทว่านักท่องเที่ยวชาวจีนกลับมีจำนวนที่เพิ่มมากขึ้น เห็นได้จากตัวเลขในช่วงไตรมาสแรกของปี 2554 ที่มีนักท่องเที่ยวชาวจีนไปเที่ยวออสเตรเลียเป็นจำนวน 129

ทว่านักท่องเที่ยวชาวจีนกลับมีจำนวนที่เพิ่มมากขึ้น เห็นได้จากตัวเลขในช่วงไตรมาสแรกของปี 2554 ที่มีนักท่องเที่ยวชาวจีนไปเที่ยวออสเตรเลียเป็นจำนวน,000 คน ซึ่งมากกว่านักท่องเที่ยวชาวสหรัฐฯ ราว 9% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันกับปี 2553

ภาพ กราฟแสดงการเปรียบเทียบจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ที่เดินทางเข้ามาเที่ยวในออสเตรเลียในช่วงระหว่างปี 2552-2554

จากตัวเลขนักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวน 57.4 ล้านคนที่ท่องเที่ยวไปยังทั่วโลกในปีที่แล้วและได้ใช้จ่ายเงินสูงถึง 48,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้การท่องเที่ยวออสเตรเลียหวังที่จะมีส่วนแบ่งในเงินจำนวนมหาศาลนี้มากขึ้น เนื่องจากรายได้จากการท่องเที่ยวเข้าประเทศนั้นสำคัญมาก (คิดเป็นสัดส่วน GDP ที่ 2.5%) รองจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่ของออสเตรเลีย ส่งผลให้มีการลงนามความตกลงกับจีนเพื่อเพิ่มปริมาณกรุ๊ปทัวร์จีนคุณภาพในเดือน เม.ย. 2554 ที่ผ่านมา เพื่อแข่งขันและดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนจากตลาดท่องเที่ยวใหญ่อื่นๆ เช่น จากดูไบ นิวยอร์ค และลอนดอน 

นาย Harry Gu ผจก. บ. Flag Travel กล่าวว่า แต่เดิมนักท่องเที่ยวชาวจีนมักจะเป็นกรุ๊ปทัวร์ราคาถูก แต่ปัจจุบันไม่ได้เป็นเช่นนั้นอีกต่อไปแล้ว ขณะนี้ เรากำลังทำการศึกษาพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวจีนเกี่ยวกับเรื่องที่พัก การเดินทาง และอื่นๆ ทั้งจากสถิติแหล่งต่างๆ เพื่อเป็นประโยชน์ในการเตรียมการต้อนรับพวกเขาในอนาคต
นาย Harry Gu

ภาพ นักท่องเที่ยวจีนกำลังถ่ายภาพที่แหล่งท่องเที่ยวในเมืองแครนส์ ทางตอนเหนือของออสเตรเลีย แหล่งภาพ http://online.wsj.com

ด้านตลาดประเทศไทย เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2554 ไทยได้เริ่มเก็บค่าธรรมเนียมวีซ่าประเภทท่องเที่ยวอีกครั้งหลังจากที่ได้ดำเนินนโยบายยกเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับผู้ที่ต้องการไปเที่ยวเมืองไทยมาครบ 1 ปีปัจจุบัน นักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเยือนไทยนั้นมีจำนวนมากกว่าช่วงก่อนการเริ่มใช้นโยบายยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าฯ แล้ว ดังเช่นในปี 2549 และ 2550 สถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู ได้ออกวีซ่าท่องเที่ยวอยู่ในระหว่างจำนวน 20,000-40,000 ฉบับ ต่อมาในปี 2553 (เป็นปีที่ยกเว้นค่าธรรมเนียม) สามารถออกวีซ่าท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนถึง 70,000 ฉบับ โดยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เดินทางไปแบบเหมาลำมุ่งสู่ภูเก็ตและสมุย ถือได้ว่าเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวชาวจีนในปัจจุบัน

ภาพ ลูกทัวร์จีนถ่ายภาพร่วมกัน เป็นที่ระลึกใน วัดพระแก้ว แหล่งภาพ http://wtzy.cn/article_print.asp?articleid=721

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่สถานกงสุลฯ เฉิงตู ได้เริ่มดำเนินการเก็บค่าธรรมเนียมวีซ่ามาแล้วกว่า 2 เดือน จนถึงขณะนี้พบว่ามีจำนวนการออกวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปี 2553 เพิ่มขึ้นถึง 2-3 เท่า หรือเฉลี่ยวันละประมาณ 200-300 ฉบับ (เทียบได้ว่า ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2554 ถึง กลางเดือน มิ.ย. 2554 ได้ออกวีซ่าท่องเที่ยวให้แก่ชาวจีนไปแล้วเกือบ 10,000 ฉบับ) อีกทั้งยังมีเที่ยวบินเหมาลำเพิ่มขึ้นโดยทำการบินจากนครเฉิงตูสู่ภูเก็ตวันละ 2 เที่ยว และจากนครฉงชิ่งสู่ภูเก็ตวันละ 1 เที่ยวบิน

   

จากสถิติในปี 2553 พบว่า ตัวเลขนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศไทยมีจำนวนถึง 1.18 ล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมากที่สุด และยังได้มีการตั้งเป้าว่า ในปี 2554 จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นอีก 30 % หรือเป็นจำนวนถึง 1.4-1.5 ล้านคน นอกจากนี้ กระแสการท่องเที่ยวไทยของจีนกำลังจะสร้างประวัติศาสตร์แก่วงการการท่องเที่ยวไทย โดยการก้าวขึ้นสู่การเป็นประเทศที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวมาเที่ยวเมืองไทยมากที่สุดที่ 2 ล้านคนในอีก 2 ปี ข้างหน้า

จากสถิติในปี 2553 พบว่า ตัวเลขนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศไทยมีจำนวนถึง 1.18 ล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมากที่สุด และยังได้มีการตั้งเป้าว่า ในปี 2554 จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นอีก 30 %

ปัจจุบัน กระแสนิยมท่องเที่ยวไทยของชาวจีนเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ สามารถกล่าวได้ว่าเมื่อเอ่ยถึงสถานที่ท่องเที่ยวในไทยแล้ว จ.ภูเก็ต ถือเป็นที่ท่องเที่ยวแห่งแรกที่ชาวจีนส่วนใหญ่ต้องการไปเยือน จากกระแสดังกล่าว ทำให้ บ.น้ำอัดลมยักษ์ใหญ่อย่าง เป๊ปซี่(ประเทศจีน) มีแนวความคิดเพิ่มยอดขายโดยการดึงการท่องเที่ยวไทยมาเป็นสิ่งจูงใจชาวจีนทั่วประเทศ โดยได้ร่วมมือกับ “www.lvmama.com” เว็บไซต์บริการข้อมูลการจองที่พักเพื่อการท่องเที่ยวรายใหญ่ของจีน จัดโปรโมชั่นพิเศษรายการ ลุ้นโชคใต้ฝาเพื่อชิงรางวัลใหญ่  เที่ยวภูเก็ต 4 วัน 3 คืน มูลค่า 4,888 หยวน ภายใต้สโลแกน พลิกฝาครั้งใด เที่ยวไทยสมใจแค่เอื้อม โดยการจัดโปรโมชั่นสามารถทำให้ผู้คนสนใจหันมาบริโภคเครื่องดื่มเป๊ปซี่มากขึ้น เพื่อลุ้นโชคใต้ฝาไปเที่ยวภูเก็ต หมดเขต 12 ก.ค. 2554

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องเตรียมพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วดังที่ทั่วโลกกำลังตื่นตัวอยู่ในขณะนี้ ทั้งมาตรการป้องกันทัวร์ที่ไม่มีประสิทธิภาพและส่งเสริมนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มีคุณภาพให้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวยังประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น หวังเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยจะสามารถมีส่วนแบ่งเงินจำนวนมหาศาลจากนักท่องเที่ยวจีนในปี 2554 ที่จำนวน 55,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ดั่งที่ CTA ได้คาดการณ์ไว้ในเบื้องต้น

 

แหล่งข้อมูล

1.     แผนกวีซ่า สกญ. ณ นครเฉิงตู 2.     http://info.lvmama.com/hangye/tuijian/2011/0401/318498.html 3.     http://www.economicthai.com/index.php/start/54-travel/607-2 4.     นสพ. The Wall Street Journal วันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2554 5.     นสพ. China daily วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 และ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2554 6.     นสพ. The Wall Street Journal วันที่ 7, 10-12 มิถุนายน พ.ศ. 2554

17 มิถุนายน 2554
แหล่งข้อมูล: ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน ณ นครเฉิงตู(15/06/2011)
โดย: นายชลพรรษ ตั้งตระการ

Back to the list

More Related

  • ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางการจัดแสดงสินค้านานาชาติที่สำคัญในภูมิภาคเอเชีย และยังเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีที่มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่งในภูมิภาคและของโลก โดยในแต่ละปี ฮ่องกงจะมีงานจัดแสดงสินค้าอัญมณีขนาดใหญ่ถึง 3 ครั้งในเดือนมีนาคม มิถุนายน และกันยายน
  • นักท่องเที่ยวที่นิยมท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นกลุ่มใหญ่ ตามด้วยไกด์ที่ถือธงสีแดงผ่านสถานที่ท่องเที่ยว และศูนย์การค้าต่างๆ ได้กลายเป็นภาพติดตาที่ทุกคนต่างเรียกว่า “กรุ๊ปทัวร์จีน”
  • เมื่อวันที่ 7-10 พ.ค. 2556 ฮ่องกงได้มีการจัดงานมหกรรมอาหารและเครื่องดื่มนานาชาติ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “HOFEX” ขึ้นที่ Hong Kong Convention and Exhibition Centre โดยงานดังกล่าวเป็นงานมหกรรมอาหารที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีผู้ประกอบการด้านอาหารและเครื่องดื่มร่วมออกบูธจำนวนกว่า 1,900 ราย จาก 48 ประเทศทั่วโลก และสามารถดึงดูดผู้เที่ยวชมได้ถึง 35,000 ราย ในโอกาสดังกล่าว บีไอซีได้เดินทางไปเที่ยวชมงานและเที่ยวชิมอาหารจากนานาประเทศทั่วโลก รวมถึงสัมภาษณ์ผู้ประกอบการไทยที่มาร่วมงานด้วย จึงขอนำข้อมูลที่น่าสนใจมาฝากทุกท่าน ดังนี้
  • สถานกงสุลใหญ่ ณ นครคุนหมิง จัดงานเทศกาลอาหารและวัฒนธรรมไทย ณ นครฉางซา มณฑลหูหนาน (Thai Food and Culture Festival 2013, Changsha) ระหว่างวันที่ 9-12 พฤษภาคม 2556 ณ ห้างสรรพสินค้า ID Mall โดยได้รับความร่วมมือจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ นครหนานหนิง และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) สาขานครคุนหมิง
  • ในบทความนี้ ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน (BIC) ขอพาท่านไปดูกันว่า การจะเปิดร้านอาหารไทยในจีนนั้น มีกฎระเบียบอะไรที่ต้องคำนึงถึง และมีขั้นตอนยากง่ายประการใด

สถานการณ์ในต่างประเทศ