
|
|
|
ราชินีแห่งผลไม้เมืองร้อน |
ไม่กี่สัปดาห์ก่อน สถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งของไทย ได้นำเสนอข่าวโดยอ้างคำให้สัมภาษณ์ของผู้ประกอบการส่งออกผลไม้ไปประเทศจีนคนหนึ่งว่า ทางการจีนตีกลับมังคุดไทยล็อตใหญ่จากจันทบุรี เนื่องจากตรวจพบสารเร่งสุก ซึ่งนอกจากทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องเดือดร้อนแล้ว ยังส่งผลให้ราคามังคุดในไทยตกลงอย่างมากด้วย
แต่ข่าวดังกล่าวทำท่าจะเป็นเรื่องโอละพ่อ! เพราะหลังจากมีข่าวออกไป ทางการจังหวัดจันทบุรีได้ตรวจสอบกับสำนักงานพาณิชย์ของไทยที่นครกว่างโจว นครเซี่ยงไฮ้ และนครคุนหมิง ซึ่งเป็นจุดหลักที่จีนนำเข้าผลไม้จากไทย แต่ไม่พบเรื่องการตีกลับมังคุดดังกล่าว
จนถึงขณะนี้ เราก็ยังไม่รู้ว่า ข้อเท็จจริงของเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างไร และผู้ที่ให้ข่าวดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ที่แท้จริงเช่นไร เพราะยังไม่มีใครสามารถติดต่อผู้ประกอบการส่งออกผลไม้ที่ให้ข่าวดังกล่าวได้
บทความนี้ เขียนขึ้นหลังจากได้อ่านรายงานข่าวข้างต้น (ที่ยังไม่รู้ว่าเป็นจริงหรือเปล่า) แต่จะมิได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องข้างต้น เพราะวัตถุประสงค์ของงานเขียนชิ้นนี้คือการให้ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับมังคุดไทยในตลาดจีน โดยเฉพาะในตลาดกว่างซี (เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง หรือมณฑลกว่างซี) ทางตอนใต้ของจีน ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยกับผู้ประกอบการส่งผลไม้ไทยไปจีน และท่านผู้อ่านโดยทั่วไป
ไทยแลนด์ 1 ใน 4 ประเทศที่ได้สิทธิ์ส่งออกมังคุดไปจีน
|
|
|
“มังคุดไทย” ในตลาดกว่างซี |
จากสถิติของทางการจีน ปี 2553 จีนนำเข้ามังคุดจากประเทศต่างๆ ประมาณ 1,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้ เป็นการนำเข้ามังคุดจากแค่ 4 ประเทศ คือ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และพม่า
สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะปัจจุบัน จีนให้สิทธิ์เฉพาะ 4 ประเทศนี้ ในการส่งมังคุดเข้ามาขายในประเทศจีน ทั้งนี้ ในกรณีของเวียดนาม ซึ่งพบว่ามีการปลูกมังคุดอยู่บ้างในตอนกลางและตอนใต้ของประเทศนั้น ได้เริ่มหารือกับจีนเมื่อกลางปีที่แล้ว เพื่อขอให้บรรจุมังคุดเวียดนามเป็นหนึ่งในผลไม้ที่จีนจะอนุญาตให้นำเข้าได้ แต่การหารือดังกล่าวยังไม่ประสบผล
จีนเองก็สามารถปลูกมังคุดเองได้ที่มณฑลไห่หนาน (เกาะไหหลำ) แต่ยังมีผลผลิตน้อยและคุณภาพเทียบไม่ได้กับประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ จะว่าไปแล้วก็คือ มังคุดพี่ไทยเรา
จากยอดการนำเข้ามังคุดของจีน เป็นเรื่องที่น่ายินดีว่า มังคุดไทยมีส่วนแบ่งทางการตลาด ร้อยละ 83 โดยในปี 2553 ไทยส่งออกมังคุดมาจีน จำนวน 47,610,000 กก. มูลค่า 813.6 ล้านบาท ขณะที่มังคุดอินโดนีเซีย และมังคุดมาเลเซีย มีส่วนแบ่งทางการตลาดร้อยละ 16 และ 0.7 ตามลำดับ
เช่นเดียวกับการขนส่งผลไม้ประเภทอื่นๆ ไปจีน จุดนำเข้าหลักของจีน ได้แก่ ท่าเรือที่นครกว่างโจว (มณฑลกวางตุ้ง) และท่าเรือที่นครเซี่ยงไฮ้ อย่างไรก็ดี ในระยะหลังๆ หลังจากที่ไทยมีถนนที่สามารถเชื่อมโยงกับจีนได้ ไม่ว่าจะเป็นเส้นที่เชื่อมระหว่างภาคเหนือของไทยกับมณฑลยูนนานทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน (ที่รู้จักกันในนามถนน R3) หรือเส้นที่เชื่อมระหว่างภาคอีสานของไทยกับมณฑลกว่างซีทางตอนใต้ของจีน (R9 R8 และ R12) ก็มีการขนส่งผลไม้จากไทยไปจีนตามเส้นทางถนนดังกล่าวมากขึ้น
ปี 2553 ไทยใช้ R9 (ถนนที่เชื่อมระหว่างมุกดาหารของไทยกับด่านโหยวอี้กวาน กว่างซี) ส่งมังคุดมายังจีน จำนวน 1,085,000 กก. (ร้อยละ 7.12 ของปริมาณการส่งมังคุดไทยไปจีนทั้งหมด) มูลค่า 58.01 ล้านบาท (ร้อยละ 2.28 ของมูลค่าทั้งหมด) อย่างไรก็ดี ตัวเลขดังกล่าว มิได้รวมถึงมังคุดไทยจำนวนมากที่ถูกส่งเข้ามายังกว่างซีผ่านจุดผ่อนปรนการค้าชายแดนระหว่างจีนกับเวียดนาม โดยเฉพาะที่ด่านผู่จ้าย (Pu Zhai Border, 浦寨口岸) กว่างซี ซึ่งไม่มีการบันทึกสถิติที่แน่นอน
|
|
Roadtrip ของมังคุดไทยไปจีน
แม้ปัจจุบันจะมีถนนหลายสายที่เชื่อมภาคอีสานของไทยกับภาคใต้ของจีนเข้าด้วยกัน แต่ R9 ยังคงเป็นถนนเส้นหลักที่ผู้ประกอบการไทยใช้ส่งมังคุดไทย รวมถึงผลไม้อื่นๆ ไปจีน เพราะเป็นเส้นทางเดียวที่ระบุไว้ในพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดในการตรวจสอบและกักกันโรคสำหรับการส่งออกและนำเข้าผลไม้ผ่านประเทศที่สามระหว่างประเทศไทยและจีน (ลงนามเมื่อกลางปี 2552) ซึ่งเป็นเอกสารทางกฎหมายที่ช่วยให้การส่งออกผลไม้ไทยไปจีนเป็นไปอย่างมีมาตรฐานและสะดวกมากยิ่งขึ้น
เมื่อ มี.ค. 2551 หรือปีกว่าๆ ก่อนหน้าการลงนามในพิธีสารข้างต้น ทางการจีนประกาศ “หยุด” การนำเข้าผลไม้ไทยที่ถูกส่งไปโดยใช้การขนส่งทางบก เพื่อป้องกันและรักษาคุณภาพของอาหารนำเข้าในช่วงการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกส์ เนื่องจากการขนส่งทางบกจะต้องผ่านประเทศที่สาม (ลาวและเวียดนาม) ซึ่งทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับแมลงศัตรูพืช การปะปนของผลไม้ และสารเคมีตกค้างในปริมาณเกินมาตรฐาน
การประกาศหยุดดังกล่าวทำให้ภาครัฐของไทยต้องเร่งเจรจากับฝ่ายจีน เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถกลับมาใช้ถนนเพื่อขนส่งผลไม้ไปขายในจีนได้อีกครั้งหนึ่ง โดยการเจรจามีขึ้นหลายครั้งและมาประสบผลในเดือน พ.ค. ปีถัดมา (2552) จากการที่ฝ่ายไทยได้ให้คำมั่นว่าจะดูแลและเอาใจใส่เป็นพิเศษกับการบริหารจัดการด้านการผลิตผลไม้ ตั้งแต่ขั้นตอนการเก็บผลผลิต การบรรจุหีบห่อ ไปจนถึงการตรวจสอบและควบคุมการขนส่งตู้สินค้า เพื่อเป็นหลักประกันคุณภาพและความปลอดภัยของผลไม้ไทยที่นำเข้ามาสู่จีน ซึ่งการเจรจาดังกล่าวก็เป็นที่มาของการที่ทั้งสองฝ่ายลงนามในพิธีสารที่ได้กล่าวถึงข้างต้นนั่นเอง
พูดง่ายๆ ก็คือ พิธีสารดังกล่าวได้กำหนดเงื่อนไขสำคัญว่า มังคุดและผลไม้ประเภทอื่นๆ ของไทยที่จะส่งไปจีน นอกจากจะส่งได้เฉพาะเส้นทาง R9 แล้ว ยังต้องมีบรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน (มีสลากภาษาจีนและมีการระบุว่า เพื่อ “ส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน”) มีการ “ปิดตราประทับ” (Seal) ตู้สินค้าอย่างเคร่งครัด (โดยห้ามแกะตราประทับจนกว่าจะถึงประเทศจีน) และมีเอกสารรับรองว่าผ่านการตรวจสอบและกักกันโรคพืชจากทางการไทยแล้ว (เอกสารดังกล่าวมีอายุ 7 วัน) ทั้งนี้ เพื่อแลกกับการที่ฝ่ายจีนจะไม่ใช้กระบวนการที่ยุ่งยากและใช้เวลานานในการตรวจคุณภาพและโรคพืชอีก
เมื่อมังคุด “ไทย” กลายเป็นสินค้าของเวียดนาม
|
|
|
“ผู่จ้าย” ด่านแปลงสัญชาติมังคุดไทย |
ถึงแม้ว่าการส่งมังคุดไทยทาง R9 จะได้รับการยอมรับจากทางการจีนมากกว่า ด้วยเหตุผลข้างต้น แต่ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากดีดลูกคิดแล้วพบว่า การส่งมังคุดทาง R9 มีต้นทุนที่สูงกว่าการส่งทาง R12 เนื่องจากเหตุผลหลายอย่างรวมๆ กัน โดยเฉพาะ หนึ่ง R9 (1,029 กม.) มีระยะทางยาวกว่า R12 (8 ร้อยกว่า กม.) ทำให้ต้องเสียค่าน้ำมันแพงกว่า และ สอง การส่งมังคุดทาง R9 เข้าด่านโหยวอี้ ซึ่งเป็นสากลของจีน ต้องเสีย VAT 13% ขณะที่การส่งเข้าทางด่านผ่อนปรน (ด่านผู่จ้าย ซึ่งอยู่ห่างจากด่านโหยวอี้ไม่ถึง 6 กม.) ซึ่งโดยมากใช้ R12 นอกจากจะไม่ต้องเสีย VAT แล้ว พิธีศุลกากรและการตรวจสอบกักกันโรคยังมีความเข้มน้อยกว่าด้วย
แต่ไม่ใช่ว่าพ่อค้าไทยจะสามารถส่งมังคุดไทยเข้าจีนทางด่านผ่อนปรนได้โดยตรงอย่างโต้งๆ เพราะจริงๆ แล้ว ด่านผ่อนปรนเป็นนโยบายที่จีนตกลงกับประเทศที่มีพรมแดนติดกัน ซึ่งในกรณีนี้ คือ เวียดนาม เพื่อให้สิทธิชาวชายแดนนำเข้าสินค้าต่างๆ ตามบัญชีที่กำหนดและ “ของใช้ประจำวัน” ได้ ในมูลค่าไม่เกิน 8,000 หยวนต่อวันต่อคน โดยยกเว้นภาษีทุกชนิด รวมถึง VAT ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมการค้าและการพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวชายแดน
|
|
|
กองทัพมดขนส่งผลไม้ข้ามแดน |
พ่อค้าไทยเล่าให้ฟังว่า ผู้ประกอบการไทยไม่ได้ขายมังคุด (และผลไม้ไทยอื่น ๆ) ให้กับพ่อค้าชาวจีนโดยตรง แต่จะขายให้กับพ่อค้าชาวเวียดนาม ซึ่งจะนำไปขายต่อให้พ่อค้าชาวจีนบริเวณด่านผ่อนปรน โดยจะมีการเปิดตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อขนย้ายมังคุดใส่รถลาก เพื่อให้แรงงานซึ่งเป็นชาวชายแดนขนมังคุดผ่านด่านผู่จ้าย จากนั้น พ่อค้าคนกลางชาวจีนจะขับรถกระบะมารอรับซื้อมังคุด (และผลไม้อื่นๆ) เพื่อไปขายต่อให้พ่อค้ารถเร่ต่อไป ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ น่าจะเป็นสาเหตุสำคัญที่มังคุดไทยมีขายอย่างดาดดื่นในท้องตลาดกว่างซีทั้งในห้างสรรพสินค้าและตามหาบเร่แผงลอย แต่ยอดการนำเข้ามังคุดไทยผ่านด่านสากล (ด่านโหย่วอี้) ของกว่างซีมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย
ช่องทางข้างต้น ได้เปิดประตูการค้าให้ผู้ประกอบการชาวเวียดนาม (รวมถึงผู้ประกอบการไทยที่ลงทุนในเวียดนาม) สั่งซื้อมังคุดและผลไม้อื่น ๆ จากไทยเป็นจำนวนมาก โดยสวนผลไม้ทางภาคตะวันออกของไทยเป็นแหล่งผลไม้แหล่งใหญ่ของเวียดนาม
หากดูเผินๆ ไทยเราก็ไม่น่าจะเสียประโยชน์อะไร เพราะอย่างไรก็ตาม มังคุดไทยก็ถูกส่งออกไปยังตลาดจีนอยู่ดี และผู้ประกอบการไทยทั้งชาวสวนและพ่อค้าคนกลางชาวไทย ก็ได้ผลกำไรจากการส่งออกมังคุด เพียงแต่มังคุดไทยต้องเปลี่ยนจากการสวม “ชฏา” ในฐานะสินค้าของไทย ไปใส่ “อ๋าวหญ่าย” ตอนผ่านแดนเข้าจีน ในฐานะสินค้าของเวียดนามแทน
แต่หากพิจารณากันอย่างรอบคอบแล้ว การกระทำดังกล่าวได้ส่งผลกระทบมากมายต่อสถานการณ์มังคุดไทยในจีน โดยเฉพาะในตลาดกว่างซี ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของราคาที่ถูกลง และคุณภาพและภาพลักษณ์ของมังคุดไทย โดยเฉพาะหากมีการตรวจพบยาฆ่าแมลง แมลงศัตรูพืช และการปลอมปนกับผลไม้ชนิดเดียวกันของประเทศอื่น อันเป็นผลมาจากขั้นตอนการขนส่งผ่านด่านผ่อนปรน
สาเหตุที่มังคุดไทยมีราคาลงลงในตลาดจีน
|
|
|
ผลไม้ไทยในนครหนานหนิง |
ณ เดือน ก.ค. 2554 มังคุดในกว่างซี มีราคาขายปลีก กก. ละ 7-12 หยวน (35-60 บาท) ขึ้นอยู่กับขนาดและความสดใหม่ ซึ่งเป็นราคาที่ถูกลงอย่างมากจากราคาขายปลีกมังคุดในช่วง 2-3 ปีก่อนหน้านี้ ซึ่งมีราคา กก.ละ 30 หยวน (150 บาท) ขึ้นไป
นอกจากปัจจัยการขนส่งผ่านด่านผ่อนปรนที่ทำให้มังคุดไทยมีราคาลดลง ดังที่ได้กล่าวถึงข้างต้นแล้ว นักวิเคราะห์จีนมองว่า ยังมี 3 สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้มังคุดไทย (รวมถึงผลไม้ชนิดอื่นๆ ของไทย) มีราคาลงต่ำลงเป็นอย่างมากในตลาดจีน ได้แก่
หนึ่ง การที่ประเทศไทยมีผลผลิตมังคุดจำนวนมากและเกินปริมาณการบริโภคภายในประเทศ ขณะที่มังคุดเป็นผลไม้ที่ไม่สามารถทนต่อสภาพอากาศร้อนได้นานหลังการเก็บเกี่ยว ทำให้ไทยต้องเร่งส่งออกมังคุดมายังตลาดที่อยู่ไม่ไกลนัก ในการนี้ เขตฯ กว่างซีจ้วง รวมถึงจีน จึงเป็นแหล่งระบายมังคุดไทยที่สำคัญ ดังนั้น จึงพบมังคุดไทยในตลาดจีนอย่างล้นหลาม และราคาถูกอันเป็นไปตามกลไกตลาด
สอง ความต้องการมังคุดไทยในตลาดญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐฯ อเมริกา หดตัว (เนื่องมาจากกำลังซื้อที่ลดลง) ทำให้ไทยต้องขยายการส่งออกมายังจีนมากยิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลให้ราคานำเข้าและราคาขายปลีกมังคุดไทย (รวมถึงผลไม้อื่นๆ) ในตลาดจีนถูกตามไปด้วย
สาม เดือน มิ.ย.-ก.ค.ของทุกปี เป็นฤดูผลไม้ของจีน โดยเฉพาะลิ้นจี่ พีช สาลี่ และองุ่น ทำให้มังคุดไทย (รวมถึงผลไม้อื่นๆ) ต้องลดราคาลง เพื่อให้แข่งขันได้





