
ไม่ใช่โอกาสง่าย ๆ ที่ SMEs คุณภาพจากประเทศไทยเกือบสองร้อยรายจะยกทัพไปแสดงศักยภาพในงาน SMEs ระดับชาติของจีนเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา นับเป็นโอกาสครั้งใหญ่ของประเทศไทยในการร่วมเป็นเจ้าภาพในงานแสดงสินค้าวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) นานาชาติของจีนที่มีชื่อทางการว่า งาน China International SME Fair หรือ CISMEF ซึ่งในปี 2554 นี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 8 ภายใต้ธีมงาน “ปกปักษ์สิ่งแวดล้อม อนุรักษ์พลังงาน” (Environment Protection and Energy Conservation) ที่ศูนย์จัดแสดงสินค้านำเข้าและส่งออก (ผาโจว) นครกว่างโจว มณฑลกวางตุ้ง เราจึงไม่พลาดที่จะถ่ายทอดมุมมองและโอกาสของผลิตภัณฑ์ SME ไทยในตลาดจีนจากการมีส่วนร่วมของประเทศไทยในงานครั้งนี้
|
|
พูดถึง SMEs จีน นึกถึง CISMEF
ไม่ว่าในประเทศเล็กหรือประเทศใหญ่ ธุรกิจ SMEs (Small and Medium Enterprises) มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศนั้น ๆ เป็นตัวขับเคลื่อนและสร้างเสถียรภาพให้กับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม SMEs มีขอบข่ายครอบคลุมทุกสาขาอาชีพทั้งด้านการค้า การผลิต และการบริการ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
ในประเทศจีน SMEs มีบทบาทต่อการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเศรษฐกิจ เห็นได้จากการที่ SMEs ของจีนมีมูลค่าผลผลิตคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 60 ของมูลค่าผลผลิตทางอุตสาหกรรม มีการจ้างงานคิดเป็นร้อยละ 80 ของการจ้างงานของทั้งประเทศ ด้วยตระหนักถึงความสำคัญของ SMEs และด้วยนโยบายที่สนับสนุนส่งเสริม SMEs ตลอดจนแสวงหาความร่วมมือและโอกาสสำหรับ SMEs จีนกับนานาประเทศ เวทีระดับประเทศสำหรับ SMEs อย่าง CISMEF จึงถือกำเนิดขึ้นในปี 2547 ด้วยความร่วมมือของหน่วยราชการระดับกระทรวงของจีนที่ดูแลด้านอุตสาหกรรม การคลัง และการค้าพาณิชย์ถึง 7 หน่วยงานร่วมกับรัฐบาลมณฑลกวางตุ้ง งาน CISMEF เป็นการจัดแสดงสินค้า SMEs จากทั่วประเทศจีนในพื้นที่ที่กว้างขวางถึง 100,000 ตารางเมตร ที่ศูนย์จัดแสดงสินค้านำเข้าและส่งออก (ผาโจว) นครกว่างโจว ซึ่งเมื่อเทียบแล้ว มีขนาดใหญ่กว่าอาคารอิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ของประเทศไทยประมาณเกือบเท่าตัว
ในครั้งแรก จีนเป็นเจ้าภาพจัดงาน CISMEF เพียงลำพัง แต่ในปีต่อมา ด้วยวิสัยทัศน์ของนายจาง เต๋อเจียง รองนายกรัฐมนตรีจีน ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำมณฑลกวางตุ้งในขณะนั้น เลขาธิการพรรคฯ จาง เต๋อเจียงมีแนวคิดที่จะเชิญต่างประเทศมาร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงาน CISMEF โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเปิดโอกาสการแสวงหาความร่วมมือด้าน SMEs ระหว่างจีนกับต่างประเทศ ทั้งในระดับหน่วยงานและผู้ประกอบการ รัฐบาลจีนจึงได้นำกลไกประเทศเจ้าภาพร่วมมาใช้ในงาน CISMEF ตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา โดยประเทศที่เป็นเจ้าภาพร่วมนั้นจะได้รับจัดสรรพื้นที่จัดแสดงขนาดใหญ่ถึง 10,000 ตารางเมตรเป็นสิ่งจูงใจ เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับจัดแสดงและสะท้อนจุดเด่นและเอกลักษณ์ของ SMEs ของประเทศตน ฝรั่งเศสเป็นประเทศแรกที่ได้รับเกียรตินี้ ตามด้วยอิตาลี ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สเปน และออสเตรเลียในหกครั้งถัดมา จะเห็นได้ว่า แต่ละประเทศที่เป็นเจ้าภาพร่วมในครั้งที่ผ่าน ๆ มาล้วนเป็นประเทศแถวหน้าในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและการบ่มเพาะ SMEs ภายในประเทศทั้งสิ้น นอกเหนือไปจากประเทศเจ้าภาพร่วมแล้ว จำนวนประเทศและเขตเศรษฐกิจที่เข้าร่วมงานเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงในปัจจุบันมีกว่า 30 ประเทศและเขตเศรษฐกิจแล้วที่เข้าร่วมงานซึ่งรวมถึงประเทศไทย
งาน CISMEF ครั้งที่ 8 จัดขึ้นในช่วงวันที่ 22-25 กันยายน 2554 ณ ศูนย์แสดงสินค้านำเข้าและส่งออก (ผาโจว) นครกว่างโจว ใช้ฮอลล์จัดงานทั้งสิ้น 10 ฮอลล์ในโซน A โดยฝ่ายไทยในฐานะเจ้าภาพร่วมได้รับพื้นที่จัดแสดง 1 ฮอลล์ ฮอลล์จัดแสดงสินค้า SMEs จากประเทศในกลุ่มความร่วมมือ ASEM 1 ฮอลล์ ฮอลล์จัดแสดงสินค้า SMEs จากฮ่องกง มาเก๊าและไต้หวันอีก 1 ฮอลล์ และที่เหลืออีก 7 ฮอลล์เป็นการจัดแสดง SMEs ของจีน มีพื้นที่จัดแสดงรวม 100,000 ตร.ม. มีบูธมาตรฐานจำนวน 5,000 บูธ รองรับวิสาหกิจทั้งจากในประเทศและจากต่างประเทศที่มาออกงานแสดงสินค้ากว่า 4,000 ราย
|
|
|
|
|
|
CISMEF กับโอกาสที่มาถึงของประเทศไทย
ประเทศไทยได้เคยร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงาน CISMEF แล้วตั้งแต่ครั้งที่ 7 ในปี 2553 โดยการจัดแสดงในครั้งนั้นเป็นส่วนหนึ่งของแผนโรดโชว์ Thailand Exhibition ของกระทรวงพาณิชย์ โดยมีผู้ประกอบการจำนวน 88 รายร่วมจัดแสดงสินค้าโดยส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคและของตกแต่งบ้าน และได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ประกอบการและผู้บริโภคชาวจีนที่เข้าชมงาน
ต่อมา ในเดือนมีนาคม 2554 สถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจวได้รับการทาบทามจากฝ่ายจีนเทียบเชิญให้ประเทศไทยร่วมเป็นเจ้าภาพในงาน CISMEF ครั้งที่ 8 เมื่อเทียบกับมาตรฐานเวลาเตรียมงานของประเทศเจ้าภาพร่วมในครั้งที่ผ่านมาที่ใช้เวลาหนึ่งปีหรือมากกว่า การเทียบเชิญครั้งนี้นับว่ากระชั้นชิดมาก แต่เมื่อคำนึงถึงโอกาสรุกตลาดจีน ไปพร้อม ๆ กับการยกระดับของ SMEs ไทยสู่เวทีนานาชาติ ตลอดจนปัจจัยความสัมพันธ์อันดีระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลจีน ประเทศไทยจึงมิได้รีรอและฉกฉวยโอกาสครั้งนี้ตอบรับขึ้นแท่นประเทศเจ้าภาพร่วมครั้งที่ 8 ในงาน CISMEF โดยมีสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรม รับหน้าที่หัวหอกในการจัดงานในครั้งนี้
จีนและไทยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดและยาวนาน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจการค้า ปัจจุบัน จีนเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของประเทศไทย และประเทศไทยนำเข้าจากจีนมากเป็นอันดับสอง หากแต่ในความเป็นจริง ผู้ประกอบการรายย่อย ๆ ของไทยส่วนใหญ่อาจยังไม่สามารถเข้าถึงตลาดจีนได้ง่ายนัก ทั้งยังมองไม่เห็นศักยภาพตลาดจีนอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน งาน CISMEF จึงเป็นโอกาสความร่วมมือระหว่างรัฐบาลจีนกับรัฐบาลไทยในการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ระหว่างทั้งสองประเทศให้สร้างเครือข่ายทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน เป็นโอกาสทั้งหน่วยงานราชการไทยที่ดูแลและบ่มเพาะ SMEs และผู้ประกอบการ SMEs ไทยได้เข้ามาศึกษาและเรียนรู้ตลาดจีนโดยตรง โดยเฉพาะในมณฑลอย่างกวางตุ้ง ที่เป็นประตูการค้าสำคัญของจีน
นโยบายส่งเสริม SMEs ที่น่าสนใจของทั้งจีนและไทย
ธุรกิจ SMEs มีบทบาทและความสำคัญทางเศรษฐกิจอย่างมาก แต่ละประเทศต่างมีนโยบายในการส่งเสริมและสนับสนุนตลอดจนสร้างความเข้มแข็งให้กับ SME ของตนเติบโตและสามารถก้าวออกไปยังตลาดต่างประเทศ
ในส่วนของจีนนั้น SME ของจีนถือเป็นกำลังสำคัญในการผลักดัน เศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ช่วยแก้ไขปัญหาการจ้างงานในสังคม และเป็นตัวขับเคลื่อนความเจริญทางเศรษฐกิจ ซึ่งแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 5 ปี ฉบับที่ 12 ได้มุ่งเป้าผลักดันให้เกิดสังคมอยู่ดีกินดี โดยเน้นการปฏิรูปโครงสร้างและรูปแบบทางเศรษฐกิจ จึงถือได้ว่าเป็นยุคทองและเป็นบททดสอบความท้าทายแก่ SMEs ทั้งนี้ รัฐบาลได้เร่งบูรณาการงานด้านนโยบายและการบริการจัดการ เพื่อสนับสนุนวิสาหกิจ SMEs ของตนใน 8 ด้าน ได้แก่
1. การสร้างสิ่งแวดล้อมเชิงนโยบายสำหรับวิสาหกิจ SME ทั้งการจัดตั้งกองทุนพัฒนาวิสาหกิจ การสร้างระบบการบริการ การปรับปรุงโครงสร้างพลังงาน ลดมลพิษ ปรับปรุงและสร้างสรรค์เทคโนโลยี
2. การบูรณาการงานบริการ การศึกษาวิจัย การวางแผนออกแบบ การตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐาน การเผยแพร่เทคโนโลยี เพื่อประหยัดการใช้พลังงานและลดมลภาวะ ความปลอดภัยด้านการผลิต และเร่งสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมเทคโนโลยี
3. การบูรณาการทรัพยากร โดยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ อันได้แก่ สถาบันวิจัย สถาบันการศึกษา กับภาคเอกชน คือ วิสาหกิจขนาดใหญ่และขนาดย่อมในเรื่องของอุปกรณ์เครื่องจักร การบริการด้านเทคนิคเฉพาะทาง
4. การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อให้เกิดการฝึกอบรมและยกระดับศักยภาพด้านการคุ้มครอง การบริหารจัดการ และสิทธิทางปัญญา
5. การบ่มเพาะทรัพยากรบุคล ให้มีทักษะและความสามารถเพิ่มขึ้น รวมถึงปลูกฝังให้มีจริยธรรม และจิตสำนึกที่ดีต่อสังคม
6. ผลักดันวิสาหกิจให้ยกระดับเทคโนโลยีด้านการผลิต คุณภาพผลิตภัณฑ์ โดยเน้นอุตสาหกรรมเกิดใหม่ อุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่ และอุตสาหกรรมบริการสมัยใหม่
7. เร่งสร้างศักยภาพโดยใช้ประโยชน์จากอินเตอร์เน็ต เพื่อพัฒนาการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและการค้า
8. สนับสนุนการสร้างอาชีพ บูรณาการบรรยากาศการสร้างงานของ SMEs ผลักดันการจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการลงทุนและการสร้างอาชีพในรูปแบบต่าง ๆ
ในขณะที่ส่วนของไทย แนวโน้มของภาคการผลิตไทยไม่สามารถผลิตสินค้าต้นทุนต่ำต่อไปได้ ดังนั้นไทยจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้ทันต่อเหตุการณ์ และหาวิถีทางแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยใช้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและสารสนเทศเข้าประยุกต์ต่อยอดกับ “ทุนวัฒนธรรม” และ “ภูมิปัญญาท้องถิ่น” เพื่อประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรมและองค์ความรู้สมัยใหม่ตามกาลสมัย ให้เกิดการพัฒนาอย่างไม่สิ้นสุด เปลี่ยนผ่านจากการผลิตแบบต้นทุนต่ำไปสู่การสร้างสรรค์คุณค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์ โดยนโยบายหลัก ๆ ของการส่งเสริม SMEs ของไทย ได้แก่
1. เพิ่มผลิตภาพโดยการช่วยเหลือ SMEs ยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์การผลิตและระบบสารสนเทศสมัยใหม่ ยกระดับทักษะฝีมือแรงงาน บูรณาการประสิทธิภาพของระบบการขนส่งโลจิสติกส์
2. ส่งเสริมนวัตกรรม ด้วยการ ให้ SMEs ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อปรับปรุงผลิตภัณฑ์ ซึ่งรัฐบาลจะเป็นตัวกลางผลักดันการเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐกับเอกชน
3. ส่งเสริมภาคการบริการในการสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่ม โดยใช้องค์ความรู้ วัฒนธรรมไทย ภูมิปัญญาไทยและเทคโนโลยีในการสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่ม
4. ส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายและความเชื่อมโยงธุรกิจของ SMEs ในภูมิภาคและพัฒนาศักยภาพในการผลิตและการจัดการ
5. พัฒนาปัจจัยเอื้ออำนวยต่อการดำเนินธุรกิจสำหรับ SMEs
6. ส่งเสริมให้วิสาหกิจรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากกว่าผลกำไร
เมื่อดูในเชิงเปรียบเทียบแล้วจะพบว่านโยบายหลัก ๆ ในการส่งเสริมธุรกิจ SMEs ของไทยและจีนก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก คือเน้นไปที่การพัฒนาศักยภาพในการผลิตโดยใช้เทคโนโลยีการมุ่งคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ และการพัฒนาทักษะความสามารถของบุคลากรซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อทั้งภาคการผลิตและภาคบริการ แต่ส่วนที่ดูแล้วทางจีนจะเน้นย้ำมากก็คือการบูรณาการการทำงานทั้งด้านการบริหารจัดการในส่วนต่าง ๆ และการใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญอย่างมากในการลดต้นทุนและช่วยให้การส่งเสริมและช่วยเหลือธุรกิจ SMEs ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้นโยบายของจีนยังมีความชัดเจนในการใช้ประโยชน์จากอินเตอร์เน็ตเพื่อการพัฒนาภาค SMEห อันเป็นกระแสของโลกยุคปัจจุบันซึ่ง E-Commerce เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวันมากขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 12 ของจีนจะเน้นเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม แต่นโยบายด้าน SMEs กลับไม่ได้เน้นในประเด็นด้านนี้เท่าใดนักต่างจากนโยบายของไทยซึ่งมีส่งเสริมเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างชัดเจน
ผู้ที่มีความสนใจเกี่ยวกับประเทศจีนล้วนทราบว่าเลข “8” เป็นเลขมงคลของจีน เนื่องจากพ้องเสียงกับคำว่า “ฟา” ในภาษาแมนดารินที่แปลว่า เจริญรุ่งเรื่องเฟื่องฟู งาน CISMEF ครั้งที่ 8 ที่ประเทศไทยได้รับเชิญให้เป็นเจ้าภาพร่วม จึงนับเป็นโอกาสดี ๆ ของประเทศไทยที่จะทำให้ SMEs เฟื่องฟูและเป็นที่รู้จักมากขึ้นในตลาดจีน การจัดงานแสดงสินค้า SMEs ในประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีน ในฐานะประเทศเจ้าภาพร่วมครั้งแรกของไทย ซึ่งถือเป็นประเทศที่ 3 ในเอเชีย แต่เป็นประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียนครั้งนี้จะน่าสนใจเพียงใด โปรดติดตามได้ในตอนต่อไป…
