
โอกาสสำคัญของ SME ไทยที่จะบุกตลาดจีนในที่สุดก็มาถึงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เมื่อประเทศไทยเป็นเจ้าภาพร่วมงานแสดงสินค้าวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) นานาชาติของจีนหรืองาน CISMEF ครั้งที่ 8 เมื่อ 22-25 กันยายนที่ผ่านมา ไทยพาวิลเลียนซึ่งกินพื้นที่ถึงหนึ่งฮอลล์เต็ม ๆ บนพื้นที่ถึง 10,500 ตร.ม. ได้เผยโฉมต่อผู้ซื้อชาวจีนและต่างชาติที่เข้าร่วมงาน ภายใต้แนวคิด “Thai Lifestyle Sustainable, Green Growth” ประกอบด้วย 4 โซนที่ไม่เพียงแต่นำผู้ประกอบการไทยมาร่วมจัดแสดงสินค้าคุณภาพจากประเทศไทยแต่ยังนำความเป็นไทยในหลายแง่มุมมาสู่สายตาจีนและนานาประเทศที่เข้าร่วมงาน
|
|
|
|
4 โซน 5 สาขาโชว์สินค้า SME ไทย
1. โซนเทิดพระเกียรติ ด้วยหนึ่งในจุดประสงค์สำคัญของการจัดงานครั้งนี้ สำนักงานวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ตั้งใจเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในวโรกาสทรงมีพระชนมายุครบ 84 พรรษา โซนเทิดพระเกียรติจึงตั้งเด่นตระหง่านเป็นโซนแรกเมื่อเดินเข้าไปใน Thai Pavilion เพื่อจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่อการพัฒนาประเทศไทยและพระราชวงศ์ไทยกับความสัมพันธ์ไทย-จีน ซึ่งผู้เข้าร่วมงานต่างสนใจแวะเข้าชม และด้วยความโดดเด่นและสวยงามของโครงสร้างแบบไทยและพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทำให้บริเวณดังกล่าวกลายเป็นที่ถ่ายภาพที่ระลึกและจุดนัดพบไปโดยปริยาย
|
|
|
2. โซนศาลาไทยและ Thailand Showcase จัดแสดงกิจกรรมและศักยภาพของประเทศไทยที่มีความโดดเด่น ในศาลาไทยมีโชว์การแกะสลักและร้อยมาลัยซึ่งแน่นอนว่า ความละเมียดละไมแบบไทยยังคง “เรียกแขก” ได้อยู่เสมอ ขณะที่บริเวณ Thailand Showcase มีการนำเสนอตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นและเป็นที่รู้จักในระดับสากลเพื่อสะท้อนศักยภาพของ SMEs ไทยในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ของที่ระลึกและอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน เครื่องสำอางและสปา การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เครื่องมือทางการแพทย์ และอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย
|
|
|
3. โซนเวทีกลางและฮอลล์มัลติมีเดีย เป็นพื้นที่เอนกประสงค์สำหรับจัดการแสดงทั้งด้านศิลปวัฒนธรรมไทยและอุตสาหกรรมบันเทิงไทยที่กำลังมาแรงในประเทศจีน สลับกับการสัมมนาให้ความรู้เกี่ยวกับโอกาสทางการค้า การลงทุน ทั้งในประเทศไทยและประเทศจีน รวมถึงศักยภาพของสินค้าไทยที่เข้าสู่ตลาดในประเทศจีน เป็นต้น
4. โซนจำหน่ายสินค้าและจับคู่ธุรกิจ นับเป็นหัวใจของงานเพราะมี SME คุณภาพจากไทยถึง 187 รายมาจัดแสดงและจำหน่ายใน 5 ประเภทสาขาธุรกิจ ได้แก่ 1) กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงผลิตภัณฑ์ออแกนิกส์ 2) กลุ่มแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ เช่น เสื้อผ้า ของตกแต่งบ้าน 3) กลุ่มเครื่องสำอางและสมุนไพรไทย 4) กลุ่มการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เชิงอนุรักษ์ เชิงพักผ่อน สปา และ 5) กลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ๆ อาทิ Digital Content / Media Industry / อิเล็กทรอนิกส์ / ยานยนต์ / ปิโตรเคมี
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ที่นำสินค้ามาจัดแสดงก็พบว่าส่วนใหญ่ประเภทของสินค้าอยู่ในหมวดที่ใกล้เคียงกัน โดยเน้นในเรื่องของอาหารและเครื่องดื่ม ของชำร่วย เสื้อผ้า ของตกแต่งบ้าน เครื่องใช้ไม้สอยต่าง ๆ ตลอดจนเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่น พัดลม เครื่องปั่นแยกกาก เป็นต้น แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดและเป็นสีสันของไทยพาวิลเลี่ยน ก็คือการแสดงศิลปะวัฒนธรรมไทย การฉายภาพยนต์ไทย โดยมีหนึ่งในไฮไลท์ก็คือการที่ชาวจีนได้มีโอกาสพบปะกับนักแสดงไทยที่ตนชื่นชอบด้วย โดยในครั้งนี้ได้มีการเชิญนักแสดงนำในภาพยนต์เรื่อง Yes or No อยากรักก็รักเลย ได้แก่ ออม-สุชารัตน์ มานะยิ่ง ติ๊นา-ศุภนาฎ จิตตลีลา และดิว-อริสรา ทองบริสุทธิ์ มาพบกับแฟนคลับนับพันคนอีกด้วย ซึ่งแฟนคลับที่มาแน่นขนัดเต็มด้านหน้าของเวทีสามารถสร้างสีสันให้กับไทยพาวิลเลียนได้อย่างมาก
โอกาสของสินค้า SME ไทยในตลาดจีน
จากการเดินสำรวจและสอบถามผู้ประกอบการไทยที่มาจัดแสดงสินค้าภายในงานพบว่าสินค้าไทยที่มีศักยภาพและเป็นที่ต้องการในตลาดจีนได้แก่
1. สินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่มตลอดจนอาหารเพื่อสุขภาพ อาทิ เครื่องปรุงรสอาหารไทย ผลไม้แปรรูป อาหารแปรรูป ข้าวหอมมะลิ ว่านหางจระเข้แปรรูป น้ำมังคุด เห็ดหยอง เป็นต้น โดยสินค้าด้านอาหารของไทยยังคงเป็นที่ต้องการในตลาดจีนอย่างมาก รวมถึงแนวโน้มของสินค้าออร์แกนิกก็ยังคงมีโอกาสอย่างมากในตลาดจีนเนื่องจากคนจีนสนใจผลิตภัณฑ์ที่เน้นประโยชน์และคุณค่าทางโภชนาการเป็นพื้นฐาน สินค้าเหล่านี้จึงได้รับความนิยมค่อนข้างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น
2. สินค้าที่เกิดจากภูมิปัญญาไทย อาทิ สินค้าสปาที่ทำจากสมุนไพรไทย งานหัตถกรรม และยานวดแผนโบราณ จุดแข็งของสินค้าประเภทนี้ คือ ความเป็น “ไทย” แต่โจทย์ข้อต่อไปของผู้ประกอบการ คือ ทำอย่างไรที่จะสร้างความ “อินเตอร์” ให้กับสินค้าเพื่อให้น่าใช้ น่าเชื่อถือและได้มาตรฐานสากล เพื่อตอบโจทย์รสนิยมคนจีนที่มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นทุกวัน จากการสังเกตในเบื้องต้น พบว่า ผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่สามารถผสมผสานความเป็น “ไทย” กับ ความเป็น “สากล” ได้ดีพอสมควรอยู่แล้วเช่น การจำหน่ายสมุนไพรไทยในบรรจุภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์สวยงาม
3. สินค้าด้านการบันเทิงในรูปแบบภาพยนต์และละครโทรทัศน์ ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่ากระแส “T-Wind” ได้มาทดแทนกระแสความคลั่งไคล้ของละครและภาพยนต์ญี่ปุ่นและเกาหลีในจีน สังเกตได้จากแฟนคลับจำนวนมากที่มารอต้อนรับและชมการแสดงของนักแสดงนำหลักในภาพยนต์เรื่อง Yes or No ในฮอลล์จัดแสดงของไทยจนทำให้นักแสดงนำรู้สึกประทับใจมิคาดคิดว่าจะมีแฟนคลับมารอต้อนรับและชมการแสดงของตนมากขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่ภาพยนต์เรื่องนี้ไม่ได้มีการเข้าฉายในประเทศจีน เป็นเพียงแค่การรับชมผ่านเว็บไซต์เครือข่ายอินเตอร์เน็ตของจีนที่มีผู้นำขึ้นไปโพสต์โดยได้ทำการแปลซับไตเติ้ลเป็นภาษาจีน แสดงให้เห็นว่าละครไทยและภาพยนต์ไทยได้รับความนิยมอย่างมากในจีน หลายฝ่ายคงต้องร่วมกันผลักดันให้กระแสบันเทิงไทยได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องและต่อยอดให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทย มิใช่เพียงแค่เป็นลมที่พัดผ่านเลยไปเท่านั้น
|
|
|
4. การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ก็เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ใหม่ที่น่าจะไปได้ในตลาดจีน โดยเฉพาะหัวเมืองใหญ่ ๆ ของจีน ที่ประชากรมีระดับรายได้ที่สูง มีมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมาก ชาวจีนมีการเดินทางไปเที่ยวไทยจำนวนมาก ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวไม่แพงมากนัก หากมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์อย่างเป็นกิจจะลักษณะและจริงจัง โดยมีหน่วยงานที่เข้ามาดูแลในภาพรวมอย่างเป็นระบบก็จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในตลาดการท่องเที่ยวไทยได้มาก โดยจากการสอบถามชาวจีนต่าง ๆ ในงานก็ยังแสดงท่าทีลังเลเนื่องจากเกรงว่าจะถูกหลอกหรือถูกเอารัดเอาเปรียบในเรื่องของการรักษาพยายาล กลัวว่าจะสื่อสารกับแพทย์ไม่เข้าใจ ตลอดจนยังขาดความเชื่อมั่นในระบบบริหารจัดการ ฯลฯ
5. ของตกแต่งบ้านและของใช้ดีไซน์เก๋ ๆ ดึงดูดชนชั้นกลางของจีนที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ประชาชนต่างยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของตนให้สูงขึ้น สินค้าตกแต่งบ้านตลอดจนเครื่องใช้ไม้สอยที่มีการออกแบบอย่างมีเอกลักษณ์ ล้ำสมัย แหวกแนวจากรูปแบบเดิม ๆ ก็ยังคงมีที่ยืนในตลาดจีน แต่การเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคจะเป็นแบบเจาะจงไม่ใช่แบบกว้าง
การที่ไทยได้เข้าร่วมเป็นเจ้าภาพในการจัดงาน CISMEF ครั้งที่ 8 แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจในการดำเนินการร่วมกันกันระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ของไทยในการที่จะส่งเสริมและผลักดันให้ธุรกิจ SME ของไทยให้ก้าวไกลในตลาดจีนที่ใคร ๆ ต่างประสงค์เข้ามาจับจองส่วนแบ่งการตลาด และเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการ SME ไทยได้มาสำรวจตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคชาวจีนโดยตรง เพื่อนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อให้เหมาะสมกับตลาดจีนต่อไปหากคิดจะบุกตลาดจีนอย่างจริงจัง สำหรับผู้ที่พลาดงานครั้งนี้ก็ไม่ต้องเสียใจนะครับ เพราะในตอนถัดไปศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีนมีข้อแนะนำดี ๆ มาฝากสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการบุกตลาดจีน
