
“เหนือพิภพมีสวรรค์บนชั้นฟ้า ใต้นภาเสน่ห์คู่เมืองซูหาง (ซูโจว-หางโจว)” คือคำแปลของบทกวีจีน“上有天堂 下有苏杭” ที่รู้จักกันดี ซึ่งได้บรรยายความงามของเมืองซูโจวและเมืองหางโจวที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ของแหล่งท่องเที่ยวที่ประดุจดั่งสวรรค์บนดินของมวลมนุษยชาติ
จากความงดงามของสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ซึ่งช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศ สู่จุดแข็งที่เป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจในปัจจุบัน จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ทำไม? รัฐบาลนครหางโจวจึงได้ตั้งเป้าหมายการพัฒนาเป็น “ศูนย์กลางการท่องเที่ยวและสันทนาการสำคัญระดับนานาชาติ” เมื่อถึงปี 2558

ในเมื่อนครหางโจวมีภาคการท่องเที่ยวเป็น “พระเอก” แล้ว แน่นอนว่าธุรกิจบริการอื่นๆ ที่จะมาเป็น “นางเอก” ก็ต้องมีควบคู่ตามมาเช่นกัน ดังนั้นหากธุรกิจบริการของไทยจะมาขอสมัครเป็น “นางเอก” บ้างก็คงมีโอกาสไม่น้อยเช่นกัน!!
แต่ก่อนจะมาเป็น “นางเอก” ที่ดีโดดเด่นได้นั้นก็ต้องศึกษาว่า “พระเอก” มีลักษณะบุคลิกอย่างไร และจะเปลี่ยนแปลงบทบาทไปแนวทางใดในอนาคต เพื่อที่จะเตรียมพร้อมดันให้ธุรกิจบริการไทยกลายเป็น “เนื้อคู่” ของภาคการท่องเที่ยวหางโจวได้อย่างสมบูรณ์
ศูนย์ BIC ขอทำหน้าที่เป็น “แม่สื่อ” ที่จะช่วยให้ธุรกิจการบริการไทยได้รู้จักกับศักยภาพและเป้าหมายการพัฒนาภาคการท่องเที่ยวของนครหางโจว ผ่านบทความที่มีชื่อว่า จาก “มนต์เสน่ห์งดงาม” ชื่อก้องแดนไกล สู่หลักชัย “ศูนย์กลางการท่องเที่ยวและสันทนาการสำคัญระดับนานาชาติ” ของนครหางโจว
จากพัฒนาการสถิติตัวเลข... สู่การเป็น “พระเอก” ของภาคการท่องเที่ยว
“นครหางโจว” เป็นเมืองเอกของมณฑลเจ้อเจียง โดยเมื่อกล่าวถึงหางโจวแล้วคงไม่มีอะไรโดดเด่นไปกว่าสถานที่ท่องเที่ยวชื่อเสียงดังไกลทั้งในจีนและต่างประเทศ เช่น ทะเลสาบซีหู(西湖)ซึ่งเป็นสถานที่ต้นกำเเนิดตำนานรักของนางพญางูขาว ทะเลสาบเชียนเต่าหู(千岛湖)ซึ่งหมายถึงทะเลสาบพันเกาะ วัดหลิงหยิ่น(灵隐寺)ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 1,600 ปี และเมืองโบราณราชวงศ์ซ่ง(宋城)ซึ่งจำลองวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของสมัยราชวงศ์ซ่ง เป็นต้น
นี่คือเหตุผลที่รัฐบาลนครหางโจวพยายามส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวให้กลายเป็นอุตสาหกรรมหลักของเมือง โดยในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจีน ฉบับที่ 11 (ปี 2549 – 2553) ภาคการท่องเที่ยวของนครหางโจวเติบขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเห็นได้จาก
1) จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ (นับรวมฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน) ที่เดินทางมานครหางโจวเพิ่มขึ้นจาก 1.0202 ล้านคนในปี 2549 เป็น 2.7571 ล้านคนในปี 2553 เฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.9 ต่อปี ซึ่งคิดเป็นรายได้การท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจาก 909 ล้านดอลลอร์สหรัฐในปี 2549 เป็น 1,690 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2553 เฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 16.8 ต่อปี

2) จำนวนนักท่องเที่ยวในจีนที่เดินทางมานครหางโจวเพิ่มขึ้นจาก 36.8214 ล้านคนในปี 2549 เป็น 63.0489 ล้านคนในปี 2553 เฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.4 ต่อปี ซึ่งคิดเป็นรายได้การท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจาก 47,124 ล้านหยวนในปี 2549 เป็น 91,085 ล้านหยวนในปี 2553 เฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.9 ต่อปี

นอกจากนี้ ช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2554 ตัวเลขสถิติด้านการท่องเที่ยวยังคงพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ (นับรวมฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน) เดินทางมาหางโจวรวม 2.2667 ล้านคน คิดเป็นรายได้การท่องเที่ยว 1,526 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 12.3 และร้อยละ 15.4 ตามลำดับ ขณะที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศเดินทางมาหางโจวรวม 53.4207 ล้านคน คิดเป็นรายได้การท่องเที่ยว 73,122 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 15.3 และร้อยละ 14.7 ตามลำดับ ทั้งนี้ จากการประเมินในเบื้องต้นคาดว่า เมื่อสิ้นสุดปี 2554 แล้ว สถิติจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้การท่องเที่ยวจะทะลุยอดของทั้งปี 2553
ปัจจุบันมูลค่าการผลิตของภาคการท่องเที่ยวได้ครองสัดส่วนร้อยละ 32.5 ของมูลค่าการผลิตในภาคบริการทั้งหมดของหางโจว และกลายเป็นธุรกิจหลักในกลุ่มธุรกิจบริการของหางโจว ประกอบกับข้อมูลข้างต้นที่สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวของหางโจวตลอดระยะเวลา 5 – 6 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากจะเรียกภาคการท่องเที่ยวว่าเป็น “พระเอก” ของนครหางโจว
4 กลยุทธ์... มุ่งสู่จุดหมาย “ศูนย์กลางการท่องเที่ยวนานาชาติ”
จากความสำเร็จของการเติบโตในภาคการท่องเที่ยวช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2548 – 2553) ส่งผลให้รัฐบาลนครหางโจวตั้งเป้าหมายใหม่ในการพัฒนาให้หางโจวกลายเป็น “ศูนย์กลางการท่องเที่ยวและสันทนาการสำคัญระดับนานาชาติ” เมื่อถึงปี 2558 โดยอาศัย 4 กลยุทธ์สำคัญผลักดันสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ ได้แก่ 1) กลยุทธ์เชื่อมโยงการท่องเที่ยวในทุกพื้นที่ 2) กลยุทธ์รวมกลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวขนาดใหญ่ 3) กลยุทธ์ยกระดับคุณภาพของการท่องเที่ยว และ 4) กลยุทธ์พัฒนามาตรฐานการท่องเที่ยวสู่ระดับสากล
(เขตตัวเมืองของนครหางโจว ที่มาภาพ http://pic4.nipic.com )
ทั้งนี้ รัฐบาลหางโจวได้วางเป้าหมายว่า ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจีน ฉบับที่ 12 (ปี 2554 – 2558) อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของนครหางโจวจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 15 ต่อปี โดยเมื่อถึงปี 2558 มูลค่าการผลิตของภาคการท่องเที่ยวจะครองสัดส่วนในมูลค่าการผลิตของภาคบริการถึงร้อยละ 40 และครองสัดส่วนร้อยละ 18 ของ GDP ทั้งหมดในนครหางโจว นอกจากนี้ เมื่อถึงช่วงสิ้นปี 2558 จะมีผู้ที่ประกอบอาชีพด้านการท่องเที่ยวทั้งหมด 1.25 ล้านคน ซึ่งจะครองสัดส่วนร้อยละ 36 ของผู้ที่ประกอบอาชีพภาคบริการทั้งหมดในนครหางโจว
ตัวเลขสถิติประมาณการด้านการท่องเที่ยวของนครหางโจวในปี 2558
|
รายละเอียด |
จำนวน |
อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี
|
|
นักท่องเที่ยวต่างชาติ
|
4.38 ล้านคน
|
10 %
|
|
นักท่องเที่ยวในประเทศ
|
88.16 ล้านคน
|
8 %
|
|
รายได้การท่องเที่ยวทั้งหมด |
201,100 ล้านหยวน |
15 % |
นอกจากนี้ รัฐบาลหางโจวยังได้มีแผนการส่งเสริมให้สถานที่ท่องเที่ยวทั้งที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว และสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ รวมถึงงานนิทรรศการสำคัญต่างๆ ของหางโจวเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น เช่น ทะเลสาบซีหู(西湖) ทะเลสาบเชียนเต่าหู(千岛湖)ทะเลสาบเซียงหู(湘湖 )ภูเขาเทียนมู่ซาน(天目山)และงานนิทรรศการ The West Lake International Expo(西湖国际博览会)และงานนิทรรศการ World Leisure Expo(世界休闲博览会)เป็นต้น
ชูศักยภาพการท่องเที่ยวและสันทนาการ... ผ่านงาน Hangzhou World Leisure Expo
การใช้จุดเด่นด้านการท่องเที่ยวเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคบริการของหางโจว สู่เป้าหมายการเป็น “ศูนย์กลางการท่องเที่ยวและสันทนาการสำคัญระดับนานาชาติ” ภายในปี 2558 ของรัฐบาลหางโจวนั้น สามารถเห็นได้ชัดจากการที่เมืองหางโจวได้เป็นเจ้าภาพจัดงานนิทรรศการ Hangzhou World Leisure Expo(杭州世界休闲博览会)ซึ่งรัฐบาลหางโจวได้สอดแทรกการดำเนินกลยุทธ์ต่างๆ ที่จะทำให้หางโจวเดินไปสู่เป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการดึงความร่วมมือจากองค์การ World Leisure Organization และ UNESCO ตลอดจนเชิญให้ประเทศต่างๆ เข้ามาร่วมจัดนิทรรศการด้านการท่องเที่ยวและสันทนาการ เพื่อยกระดับความเป็นสากลของเมือง และได้มีโอกาสเรียนรู้จากต่างชาติเพื่อพัฒนาภาคการท่องเที่ยวอีกด้วย รวมถึงการใช้สถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ เป็นเวทีหลักของการจัดงานนิทรรศการ เพื่อประชาสัมพันธ์และเชื่อมโยงสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เข้าด้วยกัน นอกจากนี้ ยังมีการจัดเวทีสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวต่างๆ เพื่อมาจัดแสดงผลงาน แลกเปลี่ยนข้อมูล และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน เป็นต้น

ทั้งนี้ งาน Hangzhou World Leisure Expo มีกำหนดจัดขึ้นทุกๆ 5 ปี โดยครั้งนี้เป็นการจัดครั้งที่ 2 ในระหว่างวันที่ 17 ก.ย. – 18 พ.ย. 2554 สำหรับการเลือกสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เป็นเวทีในการจัดงาน ประกอบกับกิจกรรมในแต่ละสถานที่ ได้สะท้อนถึงความหลักแหลมของรัฐบาลหางโจวที่จะประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยวของเมือง และผลักดันให้ตนเองเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยว นอกจากนี้ นครหางโจวยังได้แสดงถึงศักยภาพในการพัฒนาทะเลสาบและเกาะน้อยใหญ่ที่มีอยู่มากมาย ซึ่งมีความสอดคล้องกับนโยบาย Marine Economy ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของเมืองในช่วงปี 2554 – 2558 อีกด้วย โดยงาน Hangzhou World Leisure Expo ปีนี้รัฐบาลหางโจวได้จัดกิจกรรมเพื่อโปรโมทภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวขึ้นใน 3 สถานที่สำคัญ ได้แก่
1) ทะเลสาบเชียนเต่าหู(千岛湖) ซึ่งมีความโดดเด่นในทัศนียภาพสวยงามที่ประกอบด้วยเกาะน้อยใหญ่หลายร้อยเกาะที่กระจายตัวในทะเลสาบ โดยเป็นพื้นที่หลักสำหรับ Water Festival กิจกรรมกีฬาและสันทนาการทางน้ำ
2) ทะเลสาบเซียงหู(湘湖) ซึ่งเป็นทะเลสาบที่มีความงดงามและสงบร่มรื่นท่ามกลางภูเขา โดยเป็นพื้นที่หลักสำหรับ Leisure Industry Exhibition ซึ่งเป็นเวทีจัดงานเทศกาลและแสดงสินค้าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการสันทนาการ
3) The White Horse Lake Convention & Exhibition Center(白马湖生态创意城会展中心) เป็นศูนย์การประชุมและจัดนิทรรศการสำคัญที่รัฐบาลหางโจวผลักดันให้ใช้สำหรับส่งเสริมอุตสาหกรรม MICE ของเมืองต่อไป โดยเป็นพื้นที่หลักสำหรับ Thematic Exhibition Hall ซึ่งเป็นนิทรรศการแสดงเกี่ยวกับสินค้าด้านการท่องเที่ยวและธุรกิจบริการจาก 42 ศาลาต่างชาติ และอีก 55 ศาลาเมือง/มณฑลของจีน
(ภาพมุมบางส่วนของศาลาไทย)
ในส่วนของประเทศไทยนั้น สถานกงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ก็ได้เข้าร่วมจัดนิทรรศการเพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการของไทย วัฒนธรรมไทย และการท่องเที่ยวไทยในงาน Hangzhou World Leisure Expo ปีนี้ด้วยซึ่งได้จัดศาลาไทยที่สะท้อนถึงเสน่ห์ของประเทศไทยผ่านหน้าหนังสือจำลองด้วยเรื่องราวที่ชวนให้ผู้ชมอยากค้นหาเกี่ยวกับไทยต่อไปอย่างไม่รู้จบ
ทั้งนี้ ได้แบ่งการจัดนิทรรศการของศาลาไทยของเป็นมุมต่างๆ ได้แก่ มุม Thai Products เพื่อนำเสนอสินค้าคุณภาพและมีดีไซน์ของไทย มุม Thai Trendy เพื่อเผยแพร่ภาพลักษณ์ความเป็นสากลและทันสมัยของไทย โดยเฉพาะในแง่บริการ ซึ่งมีห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สาขานครหางโจว และบริษัทการบินไทยเข้าร่วมด้วย มุม Thai Stars เพื่อส่งเสริมกระแสความนิยมในดารา ละคร และภาพยนตร์ไทย มุม Thai Cultural and Tourism เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวไทย มุม Royal Flora เพื่อประชาสัมพันธ์งานราชพฤกษ์ที่จังหวัดเชียงใหม่ และมุม Floating Market เพื่อสะท้อนวิถีชีวิตของไทยในอดีตและส่งเสริมผลไม้ไทยโดยบริษัทซีพี โดยความสำเร็จของศาลาไทยที่ได้รับหลังจากสิ้นสุดงานนิทรรศการ คือ 3 รางวัลดีเด่น ได้แก่ 1) รางวัล Operational Excellence Award 2) รางวัล International Friendship Award และ 3) รางวัล Best of Show Award
(กิจกรรมบนเวทีของศาลาไทย)
ผลสำรวจชี้... ธุรกิจไทยมีโอกาสมาเป็น “นางเอก” ของหางโจว
ในระหว่างช่วงจัดงานนิทรรศการ Hangzhou World Leisure Expo สถานกงสุลใหญ่ฯ ได้จัดทำแบบสำรวจข้อคิดเห็นของผู้เข้าชมศาลาไทย ซึ่งได้สะท้อนให้ถึงโอกาสที่ธุรกิจบริการและสินค้าไทยจะเข้ามาแสดงบทบาทเป็น “นางเอก” ควบคู่กับภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็น “พระเอก” ของนครหางโจวได้อย่างลงตัว
จากข้อมูลในแบบสำรวจรวมจำนวน 397 ฉบับพบว่า ร้อยละ 96 ของผู้กรอกแบบสอบถามชี้ว่า การจัดกิจกรรมของศาลาไทยในครั้งนี้ทำให้ตนเองได้รู้จักกับประเทศไทยมากขึ้น โดยร้อยละ 93 คิดอยากเดินทางไปประเทศไทย และในส่วนของการสำรวจความชื่นชอบเกี่ยวกับไทยพบว่า ร้อยละ 65 ของผู้กรอกแบบสอบถามสนใจและชื่นชอบอาหารและผลไม้ไทย ร้อยละ 55 สนใจและชื่นชอบภาคท่องเที่ยวของไทย และร้อยละ 41 สนใจและชื่นชอบวัฒนธรรมไทย (การแสดงนาฏศิลป์และมวยไทย)
ข้อมูลจากแบบสำรวจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ชาวหางโจวและพื้นที่ใกล้เคียงมีความสนใจในประเทศไทยไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านอาหารและผลไม้ไทย ซึ่งอาจจะเป็นโอกาสของธุรกิจบริการด้านอาหารของไทยที่จะเข้ามาเปิดตลาดในนครหางโจว ซึ่งเป็นเมืองระดับรองที่ผู้บริโภคก็มีกำลังซื้อไม่แพ้ให้กับเมืองใหญ่อย่างกรุงปักกิ่ง หรือนครเซี่ยงไฮ้ โดยเฉพาะเมื่อคำนึงว่า ในปัจจุบันยังมีร้านอาหารไทยในหางโจวเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น (ขณะที่เซี่ยงไฮ้มีร้านอาหารไทยมากถึง 30 กว่าแห่ง) โดยจากการอ่านความเห็นของผู้ที่ไปชิมอาหารไทยในเมืองหางโจวบนอินเตอร์เนตทำให้ทราบว่า ร้านอาหารไทยที่มีอยู่ (ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของชาวจีนเปิดร้าน) ยังมีรสชาติไม่เป็นที่น่าประทับใจมากนัก จึงอาจจะเป็นโอกาสดีที่ธุรกิจร้านอาหารหรือผลไม้ของไทยจะมาบุกเจาะตลาดในหางโจวได้
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจคือ บริษัทยักษ์ใหญ่ของไทยอย่างเครือเซ็นทรัลยังเลือกที่จะเข้ามาตั้งห้างสรรพสินค้าระดับ High-end ในหางโจว สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ก้าวไกลของผู้บริหารที่เล็งเห็นว่า นครหางโจวมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง รวมถึงผู้บริโภคในหางโจวก็มีกำลังซื้อไม่น้อยเลยทีเดียว

ปิดท้ายประเด็น... ข้อคิดเห็นจากศูนย์ BIC
จากข้อมูลทั้งหมดข้างต้นคงทำให้ท่านผู้อ่านได้เห็นถึงพัฒนาการทางภาคการท่องเที่ยวของนครหางโจวที่ได้รับการสนับสนุนและผลักดันอย่างเต็มที่จากภาครัฐบาลมาโดยตลอด รวมถึงจนกล่าวได้ว่ารัฐบาลหางโจวได้ดันภาคการท่องเที่ยวให้กลายเป็น “พระเอก” ของเมืองไปแล้ว โดยในอนาคตหากนครหางโจวประสบความสำเร็จในการเป็น “ศูนย์กลางการท่องเที่ยวและสันทนาการสำคัญระดับนานาชาติ” แล้ว ธุรกิจบริการต่างๆ ที่จะรองรับกับภาคการท่องเที่ยวก็จะมีโอกาสเติบโตขึ้นและได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐบาลเช่นกัน ดังนั้น ธุรกิจไทยก็ไม่ควรพลาดที่จะพิจารณาเข้ามาขอสมัครเป็น “นางเอก” ควบคู่กับ “พระเอก” ของหางโจว ก่อนที่ธุรกิจต่างชาติจะแซงตัดหน้าเข้ามาคว้าโอกาสทองก่อนไทย!!
ทั้งนี้ บริษัทการบินไทยได้ให้ข้อมูลว่า มีแผนการเปิดสายการบินใหม่ชื่อว่า “Thai Smile” ซึ่งจะบินตรงระหว่างหางโจว – ภูเก็ตในเร็วๆ นี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งว่า ภาคการท่องเที่ยวระหว่างไทยกับหางโจวกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ดังนั้น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องของไทยก็ไม่ควรพลาดที่จะแสวงหาโอกาสจากช่วงรุ่งพุ่งแรงในการตักตวงเม็ดเงินให้ไหลเข้าธุรกิจของไทย โดยอาจจะพยายามดึงดูดชาวหางโจวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีที่สืบเนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของหางโจว หรือดึงดูดชาวจีนจากพื้นที่อื่นและชาวต่างชาติที่เดินทางมาหางโจว ให้เกิดความสนใจในประเทศไทยและต้องการเดินทางไปท่องเที่ยวที่ไทยในโอกาสต่อไป ไม่ใช่เพียงแต่ให้เมืองหางโจวดึงดูดนักท่องเที่ยวและเม็ดเงินจากไทยเข้ากระเป๋าของตนเองฝ่ายเดียว
ข้อมูลเพิ่มเติม
ระหว่างช่วงที่สถานกงสุลใหญ่ฯ จัดนิทรรศการในงาน Hangzhou World Leisure Expo มีชาวหางโจวจำนวนมากสนใจติดต่อขอซื้อสินค้าไทยที่จัดโชว์ในศาลาไทย (ไม่ได้วางขาย) ซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพ อย่างเช่นกระเป๋านารายา กระเป๋าหนังจระเข้ของไมเคิลแองเจโล่ ผ้าไหมจิม ทอมป์สัน แก้วโอเชี่ยนกลาส และผลิตภัณฑ์เครื่องครัวตราหัวม้าลาย เป็นต้น นอกจากนี้ มีผู้เข้าชมอีกจำนวนหนึ่งที่ได้ชิมรสชาติผลไม้ไทยแล้ว ก็ได้เดินทางกลับมาซื้อเป็นจำนวนมากเพื่อไปเป็นของฝาก เนื่องจากติดใจในรสชาติของผลไม้ไทย ตลอดจนมีผู้เข้าชมอีกจำนวนหนึ่งสนใจผลิตภัณฑ์อาหารไทยที่มีการสาธิตปรุงให้ชม ณ ศาลาไทย และต้องการอยากซื้อเครื่องปรุงอาหารสำเร็จรูปของกนกวรรณและคลาสสิคไทยกลับไปปรุงเองที่บ้าน อีกทั้งยังมีผู้ชมสนใจขอซื้อเบียร์สิงห์ของไทยหลังจากได้ชิมรสชาติอีกด้วย ซึ่งสะท้อนให้เห็นอีกประเด็นหนึ่งว่า ไม่เพียงเฉพาะธุรกิจบริการและการท่องเที่ยวของไทยเท่านั้นมาเปิดตลาดในหางโจว แต่สินค้าไทยก็มีโอกาสที่จะเข้ามาเจาะกลุ่มผู้บริโภคในหางโจวได้เช่นกัน
เรียบเรียงโดย นายโอภาส เหลืองดาวเรือง และนางนาฏพร นิติมนตรี
ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน ณ นครเซี่ยงไฮ้
แหล่งข้อมูล : http://zj.sina.com.cn , http://www.tourzj.gov.cn , http://www.gzgov.gov.cn , http://www.cnta.gov.cn , http://www.whcy.org , http://www.davost.com , http://www.qhdxw.cn และการเข้าร่วมงาน Hangzhou World Leisure Expo
