
ทิ้งท้ายกันไว้กับโจทย์สำคัญว่า โอกาสตรงไหนที่ประเทศไทยสามารถคว้าไว้สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ในแดนมังกรที่กำลังพัฒนาและเติบโตอย่างยั้งไม่หยุดฉุดไม่อยู่ และทำให้จีนกลายเป็นฐานการผลิตรถยนต์แบรนด์ชั้นนำของต่างชาติในปัจจุบัน โดยเฉพาะหลังจากที่มองลึกลงไปในมณฑลยักษ์ใหญ่อย่างกวางตุ้ง ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมจากการร่วมลงทุนผลิตรถยนต์กับบริษัทรถยนต์ชั้นนำของโลก ผนึกกับการมุ่งมั่นพัฒนาตนในแขนงต่าง ๆ ของธุรกิจยานยนต์ อย่างเช่น บริษัทอย่าง BYD ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติมังกรที่สามารถผลิตรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอร์รี่เป็นแห่งแรกของจีนและยังได้ร่วมทุนกับ Daimler ในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ในจีน ทำให้บอกได้เลยว่า โอกาสในตลาดยานยนต์สำหรับมณฑลนี้ยังอีกยาวไกล แถมยังส่งสัญญาณการเป็นมณฑลที่มีบทบาทนำเป็นอันดับต้น ๆ เนื่องจากบุกเบิกการครอบครองเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพลังงานสะอาดสำหรับรถยนต์ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากรัฐบาลจีน มีเงินทุนสนับสนุนแน่นหนาจากทั้งภายในประเทศและต่างประเทศอย่างมหาเศรษฐีนักลงทุนวอร์เรน บัฟเฟตต์
|
|
|
เมื่อพลิกดูสถิติ รถยนต์อาจยังไม่ใช่สินค้าส่งออกหลักของมณฑลกวางตุ้ง แต่นั่นเป็นเพราะว่าตลาดภายในประเทศมีอยู่เหลือเฟือ นับวันประชาชนจีนมีกำลังซื้อและเพิ่มความต้องการสำหรับปัจจัยที่ห้านี้ รถยนต์ที่ผลิตออกมาส่วนใหญ่จึงตอบสนองต่อความต้องการภายในประเทศเป็นลำดับต้น แต่ก็มีบริษัทบางบริษัทอย่าง BYD ที่กล่าวมาแล้ว ได้ทำตลาดเพื่อส่งออกรถเก๋งและรถโดยสารประจำทางที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอร์รี่อย่างจริงจัง และเมื่อดูจากการขยายโรงงานผลิตรถยนต์ในมณฑลกวางตุ้งของหลายบริษัทเมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา มณฑลนี้มีแนวโน้มจะส่งออกรถยนต์มากขึ้นด้วยความได้เปรียบด้านโลจิสติกส์ กล่าวคือ (1) ทำเลที่ตั้งที่ติดทะเล (2) มีท่าเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ทั้งในนครกว่างโจวและเซินเจิ้น รวมถึงมีช่องทางการขนส่งไปได้ทั่วโลกผ่านเขตปกครองพิเศษฮ่องกง และ (3) เป็นฐานการผลิตรถยนต์ขนาดใหญ่ของจีนที่ใกล้กับภูมิภาคอาเซียนมากที่สุด
ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในจีน (BIC) จึงขอฟันธงให้ท่านที่ “มีของดี” อยู่ในมือและกำลังเล็ง ๆ มณฑลกวางตุ้ง ลองมาร่วมลงสนามในสามประเภทการแข่งขันในมณฑลนี้ นั่นก็คือ การส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ การร่วมลงทุนผลิต และการร่วมคิดค้นนวัตกรรมสะอาด
1. ชิ้นส่วนยานยนต์ มณฑลกวางตุ้งผลิตรถยนต์โดยเฉพาะรถเก๋งเกือบมากที่สุดในจีนเป็นรองแต่เพียงนครเซี่ยงไฮ้เท่านั้น และมีแนวโน้มที่จะผลิตได้เพิ่มขึ้นจากกำลังผลิตเดิมที่มีอยู่ในปัจจุบันอีกมากกว่า 1 ล้านคันต่อปีภายในอีก 2-4 ปีข้างหน้าเมื่อโรงงานที่เพิ่งจัดตั้งในปี 2554 เดินเครื่องอย่างเต็มตัว เมื่อผลิตเยอะ ก็ต้องใช้ชิ้นส่วนเยอะ จึงเป็นโอกาสให้กับผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยที่จะจับมือร่วมกับบริษัทผลิตรถยนต์ของจีนเพื่อส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ โดยเฉพาะกับความได้เปรียบจากเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีนที่บังคับใช้อย่างจริงจังเมื่อเดือนมกราคม 2552 ที่ทำให้ปัจจุบัน ภาษีนำเข้าชิ้นส่วนยานยนต์ส่วนใหญ่เป็นศูนย์ยกเว้นเพียงสินค้าประเภทอ่อนไหวบางหมวด
ประเทศไทยถือได้ว่าเป็นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ซึ่งส่งออกไปทั่วโลก โดยกลายเป็นอุตสาหกรรมสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศตั้งแต่ปี 2504 เป็นต้นมา 50 ปีผ่านไป อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์มีการเติบโตมาโดยตลอด แม้ว่ามูลค่าการส่งออกรถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์และอะไหล่ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2554 ลดลงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าประมาณร้อยละ 8 เนื่องจากเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นเมื่อปลายปีได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์อยู่ไม่น้อย แต่หากย้อนดูสถิติปีก่อน ๆ อาทิ ในปี 2553 รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบครองสัดส่วนการส่งออกคิดเป็นร้อยละ 9.08 เป็นรองเพียงสินค้าประเภทคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ (ดูแผนภูมิ 1) โดยการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ปี 2553 มีมูลค่าถึง 8,572.85 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 40 จากปี 2552 (ดูรายละเอียดดังตาราง 5) สถิติเหล่านี้คงจะเป็นดัชนีที่แสดงถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนของไทยได้เป็นอย่างดี
แผนภูมิ 1 สินค้าส่งออก 5 อันดับแรกของไทยปี 2553
|
|
ตาราง 5 มูลค่าการส่งออกของส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ของไทย
|
|
แต่หากไทยจะบุกตลาดชิ้นส่วนยานยนต์ในตลาดของมณฑลกวางตุ้งอย่างจริงจัง ก็คงต้องพิจารณาถึงความต้องการชิ้นส่วนยานยนต์ที่มีคุณภาพและมาตรฐานระดับสูง เนื่องจากรถยนต์ที่ผลิตส่วนใหญ่เป็นรถเก๋งแบรนด์ต่างชาติที่ต้องระมัดระวังชื่อเสียงของบริษัท สินค้าจึงควรต้องได้ระดับมาตรฐานสากลจริง ๆ
นอกจากนี้ ชิ้นส่วนยานยนต์สำหรับรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้าก็เป็นอีกหนึ่งตลาดที่จะมีโอกาสอย่างมากในอนาคต เนื่องจากได้มีการตั้งฐานการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอร์รี่และรถยนต์พลังงานใหม่ที่เมืองเซินเจิ้นของ Shenzhen BYD Daimler New Technology Co., Ltd. รวมถึงผู้ผลิตรถยนต์ต่าง ๆ ในมณฑลกวางตุ้งได้เริ่มหันมาพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ที่ใช้พลังงานทางเลือกเพิ่มขึ้น เพื่อสอดรับกับนโยบายการส่งเสริมการผลิตและจำหน่ายรถยนต์ประเภทนี้ในตลาดจีนด้วย
2. การลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ ปัจจุบันจีนส่งเสริมการนำเข้าจากต่างชาติ โดยเฉพาะทางด้านเทคโนโลยีการผลิต นวัตกรรมใหม่ ๆ จึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับวิสาหกิจด้านยานยนต์ของไทยที่สนใจจะมาปักหลักลงทุนหรือเข้ามาร่วมทุนสร้างโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์เพื่อป้อนให้กับอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ของมณฑลกวางตุ้งที่จะมีการเติบโตอย่างมากในอนาคต โดยเมืองที่รัฐบาลกวางตุ้งส่งเสริมให้เป็นฐานการลงทุนด้านอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ ได้แก่ 1) นครกว่างโจว 2) เมืองจ้าวชิ่ง 3) เมืองฝอซาน 4) เมืองตงกว่าน 5) เมืองจูไห่ 6) เมืองจงซาน 7) เมืองหุ้ยโจว 8) เมืองเจียงเหมิน 9) เมืองชิงหย่วน ซึ่งล้วนเป็นเมืองในเขตสามเหลี่ยมเศรษฐกิจปากแม่น้ำจูเจียง (PRD) ที่สามารถป้อนชิ้นส่วนให้กับฐานการผลิตรถยนต์ของมณฑลกวางตุ้งได้อย่างดีโดยเดินทางระหว่างกันได้ภายใน 1 ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังมีเมืองเสากวนอีกเมืองที่น่าจับตามอง เนื่องจากมีทรัพยากรเหล็กที่อุดมสมบูรณ์
3. นวัตกรรมด้านการประหยัดพลังงานในรถยนต์ แผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีนและมณฑลกวางตุ้ง ฉบับที่ 12 มุ่งเน้นการรักษาสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการลดการสิ้นเปลืองพลังงานและประหยัดพลังงาน ทำให้นวัตกรรม เทคโนโลยีและวัสดุที่ใช้ในการผลิตรถยนต์ที่สามารถช่วยลดการสิ้นเปลืองพลังงานหรือประหยัดพลังงานเป็นตลาดใหม่ที่สามารถสร้างโอกาสเข้าสู่ตลาดจีนและกวางตุ้งสำหรับประเทศไทยได้เช่นกัน
การลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์จีนหรือว่าการร่วมผลิตคิดค้นนวัตกรรมด้านการประหยัดพลังงานสำหรับรถยนต์คงเป็นอีกสองเรื่องใหญ่สำหรับผู้สนใจที่ต้องหาข้อมูลอย่างจริงจังกันต่อไป BIC หวังว่าการเจาะลึกอุตสาหกรรมยานยนต์จีน ทั้งการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ของจีนในภาพรวมและข้อมูลเชิงลึกของมณฑลกวางตุ้งในครั้งนี้ คงจะกระตุ้นความสนใจและจุดประกายให้ผู้ประกอบการและนักธุรกิจด้านยานยนต์และชิ้นส่วนได้ตื่นตัวและมองเห็นโอกาสทางธุรกิจในตลาดสำคัญที่กำลังมาแรงได้บ้างนะครับ


