
“จากการฝึกฝนวิทยายุทธ์กังฟูตั้งแต่เด็กนำไปสู่การค้นหาสุดยอดเคล็ดวิชาการต่อสู้แบบยืน และแล้ว ก็พบว่า มวยไทยเป็นสุดยอดวิชาการต่อสู้ที่มีอานุภาพมากที่สุดในบรรดาการต่อสู้แบบยืนของโลก” นี่เป็นแรงบันดาลใจให้นายหลิว กั๋วฉี (刘国其) ประธานสโมสรมวยไทย มวยสากลอาชีพประเทศจีน เป็นผู้ริเริ่มนำมวยไทยเข้ามาเผยแพร่ยังประเทศจีนโดยเป็นผู้ก่อตั้งและดำเนินธุรกิจสโมสรมวยไทยคนแรกและนับว่าใหญ่ที่สุดในแผ่นดินจีน
|
|
ในโลกยุคปัจจุบันที่ผู้คนต่างแข่งขันเคร่งเครียดกับการทำงานหาเลี้ยงปากท้อง เมื่อถึงเวลาเลิกงาน ต่างคนก็ต่างเสาะแสวงหากิจกรรมผ่อนคลายที่เหมาะกับรสนิยมและกระเป๋าตังค์ของตนในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป สำหรับจีนที่ได้พัฒนาบนเส้นทางระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมแบบการตลาดและเดินมาไกลจนถึงทุกวันนี้ หนึ่งในวิถีการผ่อนคลายที่ชาวแดนมังกรยุคใหม่จำนวนไม่น้อยให้ความสนใจ ก็คือ “มวยไทย” เนื่องด้วยสามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ทั้งการออกกำลังกาย และการปลดปล่อยพันธนาการต่าง ๆ ผ่านการชก เตะ ต่อยกับกระสอบทราย หรือกับคู่ต่อสู้มากฝีมือ
สโมสรมวยไทยและศิลปะป้องกันตัวแบบจีน (广州泰拳武术俱乐部) เป็นสโมสรมวยไทยที่ใหญ่ที่สุดในจีน ตั้งอยู่ในใจกลางนครกว่างโจว มณฑลกวางตุ้ง นอกจากจะเป็นแหล่งผ่อนคลายนอกเวลางานสำหรับชาวจีนยุคใหม่แล้ว สโมสรฯ ยังนับเป็นแหล่งสำคัญของการบ่มเพาะองค์ความรู้และศิลปะการต่อสู้ของไทยในช่วงกว่า 15 ปีที่ผ่านมา มีบทบาททำให้มวยไทยเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางเพิ่มขึ้นในประเทศจีน
บีไอซีขอพาท่านผู้อ่านบุกสโมสรแห่งนี้เพื่อคุยกับคุณหลิวฯ และมองลึกลงไปในการพัฒนาของธุรกิจมวยไทยในจีน
BIC: ขอให้คุณหลิวฯ แนะนำตัวเองและเหตุผลที่ทำให้สนใจมวยไทย อะไรเป็นแรงบันดาลใจให้เปิดสโมสรมวยไทย
คุณหลิวฯ: ผมเกิดที่หูเป่ย ตั้งแต่เด็กก็สนใจกังฟูและการต่อยมวย ได้ฝึกฝนศิลปะป้องกันตัวแบบจีนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเข้าฝึกอมรบการต่อสู้แบบ “ซ่านต่า” (散打) ที่โรงเรียนกีฬาอู่ฮั่น ซ่านต่าเป็นการต่อสู้ที่ใช้เทคนิคทั้งสี่ได้แก่ การเตะ ต่อย การทำให้ล้มและการจับ และได้เปิดโรงเรียนสอนศิลปะป้องกันตัวแบบจีนที่มณฑลหูเป่ย เมื่อปี 2535 หลังจากนั้น ได้รู้จักกับนักมวยไทยด้วยความบังเอิญ ทำให้รู้จักกับศิลปะป้องกันตัวมวยไทยที่มีประวัติศาสตร์กว่า 500 ปี เป็นหนึ่งในศิลปะป้องกันตัวที่มีพลานุภาพมากที่สุด ใช้อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายในการต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็น มือ แขน ศอก เข่า ขา เป็นต้น
หลังจากที่ค้นพบและรู้จักกับศาสตร์มวยไทยก็เห็นว่าในจีนยังไม่มีคนรู้จักและไม่มีการเปิดสอนมวยไทยเลยในสมัยนั้น ความศรัทธาในศิลปะมวยไทยจึงทำให้ผมมีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะส่งเสริมมวยไทยในตลาดจีน ขนาดที่พูดให้คำมั่นไว้ว่า “ตลอดเวลาที่เหลืออยู่ของผมจะส่งเสริมมวยไทยให้เป็นที่รับรู้ของคนจีน ผมไม่สนใจว่า จะล้มเหลวหรือไม่ ไม่ว่าจะเผชิญอุปสรรคอะไรก็จะไม่ย่อท้อ อาศัยการเรียนรู้และฝึกฝนกับมวยไทย ศิลปะการต่อสู้แบบจีนจึงสามารถที่จะออกสู่โลกภายนอก เข้าสู่เวทีของนานาชาติได้”
ในปี 2541 โดยการสนับสนุนจากสถานกงสุลใหญ่ ณ นครคุนหมิง ตลอดจนหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้เชิญนักมวยไทยเข้ามายังแผ่นดินจีนเพื่อเป็นครูสอนมวยไทยให้กับสโมสรมวยไทยและศิลปะป้องกันตัวแบบจีน (广州泰拳武术俱乐部) ที่ผมตั้งขึ้นมาโดยใช้สถานที่ของสนามกีฬากลางเทียนเหอ (天河体育中心) ของนครกว่างโจว นับจากวันนั้นจวบจนถึงวันนี้ก็ผ่านมา 15 ปี ปณิธานที่วางไว้ก็ยังคงเดิมมิได้แปรเปลี่ยน
BIC: ขอให้คุณหลิวฯ แนะนำสโมสรมวยไทย มีคอร์สอบรมและสอนมวยไทยแบบใดบ้าง
คุณหลิวฯ: ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา สโมสรฯ รับสมาชิกมาแล้วกว่า 20,000 คนทั่วจีนโดยกิจกรรมของสโมสรฯ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่
1. การฝึกอบรมมวยไทย โดยแต่ละวันจะมี 2 ช่วง คือ ช่วงเช้า 9.30-11.30 น. และ ช่วงค่ำ 19.00-21.00 น. ซึ่งจะมีครูมวยคนไทยสอนในทุกช่วง ผู้ที่สนใจเรียนมวยไทยกับทางสโมสรฯ สามารถเลือกรูปแบบที่เหมาะสมตามช่วงเวลาว่างและความสนใจของตนในลักษณะต่าง ๆ ดังนี้
1) การเรียนเป็นครั้งในราคา 400 หยวนหรือประมาณ 2,000 บาทต่อ 10 ครั้ง ครั้งละ 2 ชม.
2) การเรียนช่วงระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นต่อปีในราคา 8,800 หยวน ต่อครึ่งปีในราคา 5,800 หยวน หรือสั้นกว่านั้นแบบสามเดือนในราคา 3,800 หยวน หรือแม้แต่เพียงเดือนเดียวในราคาเหมาจ่าย 1,800 หยวน
3) การเรียนแบบตัวต่อตัวกับครูผู้สอน 300 หยวนต่อ 2 ชม.
4) การเข้ามาฝึกซ้อมด้วยตัวเองได้ตลอดปีในราคา 3,800 หยวน โดยสามารถเข้ามาใช้สถานที่ฝึกซ้อมมวยได้ในช่วงที่ไม่มีการเรียนการสอน
2. การจัดแข่งขันมวยไทย ภายใต้ชื่อ China K-O รวมถึงมีการจัดทีมมวยเข้าร่วมการแข่งขันต่าง ๆ
|
|
|
|
|
|
BIC: ขั้นตอนการจดทะเบียนสโมสรมวยไทยฯ
คุณหลิวฯ: การจดทะเบียนสโมสรมวยไทยฯ นั้น จัดอยู่ในการจดทะเบียนหน่วยงานเอกชนที่ไม่ได้มุ่งหวังกำไร (民办非企业单位) เนื่องจากการดำเนินกิจการของสโมสรฯ เน้นส่งเสริมให้ประชาชนออกกำลังกาย ไม่ได้เน้นในรูปของการแสวงหากำไรสูงสุดเหมือนองค์กรทั่วไป ขั้นตอนการจดทะเบียนไม่ได้ยุ่งยากมากนัก โดยหลัก ๆ ได้แก่
1. การดำเนินเรื่องการจดทะเบียนองค์กร
2. การยื่นขอรับใบอนุญาตจากหน่วยงานที่กำกับดูแล
3. การยื่นหนังสือขอใช้พื้นที่ในการดำเนินกิจกรรม
4. การตรวจสอบทุนจดทะเบียนโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
5. การตรวจสอบสภาพโดยทั่วไปของผู้รับผิดชอบในการดำเนินการและบัตรประชาชน
6. การจัดทำตราประทับขององค์กร
BIC: อุปสรรคในการดำเนินการ
คุณหลิวฯ: ปัญหาใหญ่ในการดำเนินกิจการ คือ การขอใบอนุญาตทำงานและใบประกอบวิชาชีพสำหรับผู้เชี่ยวชาญให้กับนักมวยไทยที่จะมาเป็นครูผู้สอนในจีนมีเงื่อนไขที่ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบันของวงการมวยไทย อาทิ นักมวยที่จะยื่นขอใบอนุญาตในการทำงานนั้นจะต้องจบปริญญาตรี และมีใบประกอบวิชาชีพ เป็นต้น ขณะที่สภาพที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า ผู้ที่หันหน้าเข้าสู่วงการมวยนั้นส่วนใหญ่มาจากที่บ้านฐานะยากจน พ่อแม่จึงส่งให้ไปเรียนมวยตั้งแต่เด็ก การจะหานักมวยที่จบปริญญาตรีนั้นแทบจะไม่มี
ปัจจุบัน นักมวยไทยที่สอนอยู่ในสโมสรนั้นมีอยู่สองคน โดยเป็นการยื่นขอใบอนุญาตในการทำงานตั้งแต่ปี 2548 แล้วทำเรื่องต่อมาจนถึงปัจจุบัน ในขณะที่หลังปี 2552 เป็นต้นมา ก็ไม่สามารถยื่นขอเพิ่มเติมได้อีกเนื่องจากข้อจำกัดดังกล่าวข้างต้น
BIC: ขอแนะนำวิทยาลัยมวยไทยศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง

วิทยาลัยมวยไทยศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ได้มีการจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2548 ตามมติเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัย เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทยที่เปิดหลักสูตรการเรียนการสอนมวยไทยขึ้น เพื่อเป็นการสืบสานและพัฒนามวยไทย โดยจัดหลักสูตรการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษาและบัณฑิตศึกษาสาขาวิชามวยไทยศึกษา ถึง 4 ระดับ ได้แก่ ระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต ระดับปริญญาตรี ระดับปริญญาโท และระดับปริญญาเอก ต่อมา ในปีการศึกษา 2551 วิทยาลัยได้เปิด การเรียนการสอนระดับปริญญาตรีสาขาวิชาการแพทย์แผนไทยด้วย จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น “วิทยาลัยมวยไทยศึกษาและการแพทย์แผนไทย” เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนแปลงและภารกิจการจัดการศึกษาด้านภูมิปัญญาไทยที่กว้างขึ้น
คุณหลิวฯ: ถือเป็นเรื่องที่ดีมากในแวดวงมวยไทยเลยก็ว่าได้ เพราะการมีหลักสูตรมวยไทยศึกษาในมหาวิทยาลัยนั้นจะส่งผลให้มีการพัฒนามวยไทยได้อย่างเป็นระบบ มีการวิจัยและพัฒนา สืบสานมรดกไทยและพัฒนากีฬามวยไทยได้อย่างต่อเนื่องและเป็นสากลเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งยังเป็นช่องทางและทางออกให้กับนักมวยที่ไม่สามารถเข้าสู่การแข่งขันได้ไม่ว่าจะเป็นสภาพร่างกาย อุบัติเหตุจากการแข่งขัน สามารถต่อยอดอาชีพซึ่งอาจจะไปเป็นผู้ฝีกสอน ผู้ตัดสินมวยไทยในอนาคตได้ แม้ว่าจะเริ่มช้าแต่ก็นับว่ามาได้ถูกทางแล้ว เพราะจีนเองก็มีการจัดการเรียนการสอนศิลปะการต่อสู้จีนในระดับอุดมศึกษามานานมากแล้ว
BIC: นักมวยไทยท่านใดมีชื่อเสียงในหมู่ชาวจีน และในค่าย นักมวยไทยมือหนึ่งคือท่านใด
คุณหลิวฯ: นักมวยไทยที่มีชื่อเสียงที่เป็นที่รู้จักในหมู่ชาวจีนคือ บัวขาว ป.ประมุข ซึ่งโด่งดังอย่างมากจากสังเวียนการชกมวยไทย K1 ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีตั้งแต่ปี 2539 ที่ประเทศญี่ปุ่น และจากสังเวียน Thai Fight ที่จัดขึ้นตั้งแต่ปี 2553
ส่วนนักมวยไทยที่มีชื่อเสียงในสโมสรที่นี่ คือ อาทิง หรือ อาทิตย์ หาญชนะ ที่เข้ามาเป็นครูสอนมวยไทยใน
กว่างโจวมากกว่า 5 ปีแล้ว ได้แชมป์ในการขึ้นชกการแข่งขันในประเทศจีนหลายรายการ
BIC: มุมมองของมวยไทยในหมู่ชาวจีนเป็นอย่างไร
คุณหลิวฯ: นี่เป็นคำถามที่ดีเพราะผมอยากจะเล่าให้ทราบว่า มุมมองของมวยไทยของไทยและจีนต่างกันอย่างมาก คือ สำหรับสังคมไทยนั้น ผู้ที่จะไปเรียนมวยไทยส่วนใหญ่ทางบ้านจะมีเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง นักมวยไม่มีสถานะทางสังคม การศึกษาไม่สูง ไม่มีอาชีพการงานที่รองรับในระยะยาว ในขณะที่ชาวจีนจะมองนักมวยไทยว่า เป็นฮีโร่ เนื่องจากศิลปะการต่อสู้มวยไทยถือว่า “สุดยอด” หลังจากมีการรับรู้เรื่องมวยไทยมากขึ้น ทำให้ปัจจุบันคนจีนนิยมเรียนมวยไทยเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา
BIC: มองทิศทางการพัฒนามวยไทยในประเทศไทยเป็นอย่างไร
คุณหลิวฯ: ลำดับแรกผมว่ามวยไทยมีเสน่ห์อย่างมาก มีความพลิ้วในการต่อสู้ สามารถใช้อวัยวะเกือบทุกส่วนในการต่อสู้ได้ มีประวัติการพัฒนามาอย่างยาวนาน ในความคิดผมรู้สึกว่า มวยไทยมีพัฒนาการที่ลดลงเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับศิลปะป้องกันตัวแบบจีน ในอดีตนักมวยจีนจะกลัวนักมวยไทยมาก แต่ในปัจจุบันนักมวยจีนไม่ค่อยกลัวมากเท่าไหร่ เนื่องจากมีการเรียนรู้จากศิลปะมวยไทย พัฒนาต่อยอดในการต่อสู้เพื่อให้เข้ากับศิลปะแบบจีน
ปัจจุบันเศรษฐกิจเติบโตเพิ่มขึ้น ชาวบ้านมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จึงไม่สนับสนุนส่งลูกไปเรียนมวยไทย สนับสนุนให้เข้าสู่ระบบการศึกษาในรูปแบบปัจจุบัน ประกอบกับนักมวยไทยไม่มีสถานะทางสังคม ไม่มีงานรองรับในอนาคต รวมถึงไม่มีการส่งเสริมอย่างเป็นระบบจากภาครัฐ เหล่านี้ล้วนเป็นเหตุที่ให้การพัฒนามวยไทยไม่ค่อยกระเตื้องมากเท่าใดนัก แต่หลังจากที่เพิ่งได้ทราบว่า ไทยมีการจัดหลักสูตรมวยไทยศึกษาแล้วก็คาดว่ามวยไทยในไทยจะมีการพัฒนาในทิศทางที่ดีขึ้น
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันมวยไทยเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในสังคมโลก เนื่องจากมีการจัดมวยไทยในระดับนานาชาติทั้ง K1 และ Thai Fight ที่นำมวยไทยมาประยุกต์เข้ากับรูปแบบกติกาสมัยใหม่ที่ตื่นเต้นเร้าใจคนดูเพิ่มขึ้น ทำให้มวยไทยเป็นที่รับรู้ของสังคมในวงกว้างมากขึ้น หากรัฐมีการส่งเสริมอย่างจริงจังและเป็นระบบก็จะทำให้กีฬามวยไทยมีการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ต่อไป
ในความคิดของผมมองว่าการพัฒนามวยไทยนั้น ควรจะประกอบด้วย
1. ส่งเสริมและผลักดันให้กีฬามวยไทยเป็นสาขาหนึ่งของภาควิชาในการเรียนการสอนระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งจะทำให้มีการศึกษาวิจัยพัฒนามวยไทยอย่างเป็นระบบ ดังเช่น แบบเดียวกับจีนที่มีการเปิดสอนในภาควิชาศิลปะการต่อสู้แบบจีนในมหาวิทยาลัยกีฬาต่าง ๆ ทั่วประเทศ
2. ส่งเสริมและหาอาชีพรองรับให้กับนักมวยไทยในอนาคต เช่น เป็นครูสอนมวยไทยในมหาวิทยาลัยหลังแขวนนวม
3. คิดค้นนวัตกรรมมวยไทยใหม่ ๆ รวมถึงการจัดการแข่งขันนานาชาติขนาดใหญ่
4. ประชาสัมพันธ์มวยไทยในตลาดต่างประเทศให้มากขึ้น

BIC: โปรดแสดงทัศนะ ตลาดสโมสรมวยไทยในจีน โดยเฉพาะมณฑลกวางตุ้ง มีโอกาสเติบโตมากน้อยแค่ไหน
คุณหลิวฯ: ตลอดเวลา 15 ปีที่ผ่านมาที่ดำเนินสโมสรมวยไทยในนครกว่างโจว เราได้พยายามอย่างเต็มที่ที่จะผลักดันและประชาสัมพันธ์มวยไทยให้ชาวจีนได้รู้จัก ทางสโมสรได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกสหพันธ์สมาคมมวยไทยสมัครเล่นนานาชาติ และสมาชิกสหพันธ์มวยไทยอาชีพโลก มีการแลกเปลี่ยนนักเรียนและผู้ฝึกสอนอย่างต่อเนื่องเสมอมา จากการริเริ่มนำมวยไทยเข้ามานั้นได้มีการฝึกอบรมและสอนมวยไทยให้กับชาวจีนรุ่นแล้วรุ่นเล่า หลายคนที่เรียนจากเราแล้วก็นำรูปแบบของสโมสรมวยไทยไปดำเนินกิจการที่พื้นที่อื่น ๆ ของจีน แต่ขนาดก็ยังมิได้ใหญ่เช่นเรา
จากสภาพปัจจุบันที่ประชาชนเริ่มมีความเป็นอยู่ดีขึ้นมีกำลังการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ประกอบกับวิกฤตเศรษฐกิจ ส่งผลให้มีผู้สนใจเข้ามาเรียนมวยไทยเพิ่มมากขึ้นเพื่อผ่อนคลายความเครียด เพราะมวยไทยจัดอยู่ในประเภทการออกกำลังกายและสามารถใช้เพื่อป้องกันตัว อีกทั้งกระแสมวยไทยก็เริ่มได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นจากเวทีการแข่งขันในต่างประเทศ เช่น K1, Thai Fight, Muay Thai-Kung Fu จากสถิติของผู้เข้าเรียนมวยไทยกับสโมสรของเรามีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปีมากกว่าร้อยละ 10 ดังนั้น มวยไทยในตลาดจีนน่าจะมีโอกาสเติบโตไม่น้อย
เมื่อพิจารณาที่มณฑลกวางตุ้งจะพบว่า ผู้คนทั่วไปมีความสนใจในวิชาหมัดมวยมาแต่ดั้งเดิมแล้ว โดยเป็นศูนย์กลางเผยแพร่วิชามวยใต้ (南拳) มวยหย่งชุน (咏春拳) และเป็นบ้านเกิดของปรมาจารย์หวง เฟยหง และยิปมัน (เย่เวิ่น) ซึ่งอยู่ที่เมืองฝอซาน รวมถึงชาวจีนจากมณฑลกวางตุ้งเดินทางไปท่องเที่ยวยังประเทศไทยจำนวนมากเป็นลำดับต้นของจีน มีหลายทัวร์พาไปชมการแสดงมวยไทยตามแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ หลายคนประทับใจแล้วอยากมาทดลองเรียนมวยไทยกับเรา นับเป็นการต่อยอดและสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวของไทยได้เป็นอย่างดีทีเดียว ดังนั้น หากภาครัฐของไทยเข้ามาส่งเสริมและประชาสัมพันธ์มวยไทยในตลาดจีนอย่างจริงจังแล้วก็คงมิยากที่จะสร้างกระแสการรับรู้และการเรียนมวยไทยในตลาดจีน ซึ่งสามารถต่อยอดสู่ภาคการท่องเที่ยวในไทยได้ด้วยเช่นกัน
BIC: การตลาดในการประชาสัมพันธ์มวยไทยของสโมสรฯ เป็นอย่างไร
คุณหลิวฯ: ทางสโมสรของเราได้มีการประชาสัมพันธ์กิจกรรมผ่านเว็บไซต์ของเราเอง www.k-o.cc ทั้งคอร์ส
การสอนมวยไทย กิจกรรมการแข่งขันมวยไทย ตลอดจนมีสินค้าที่เกี่ยวข้องกับมวยไทยจำหน่ายด้วย นอกจากนี้ยังมีการลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม การประชาสัมพันธ์ที่ดีที่สุดของเราคือ ทำเลที่ตั้งของสโมสรซึ่งตั้งอยู่ที่สนามกีฬากลางเทียนเหอของนครกว่างโจวซึ่งมีผู้คนพลุกพล่านมาก ทุกวันเสาร์เราจะมีการจัดกิจกรรมการแข่งมวยระหว่างผู้ที่เรียนกับเรา สามารถดึงดูดผู้ที่ผ่านไปมาเข้ามาชมและจำนวนไม่น้อยหลังจากดูก็สนใจลองสมัครเรียนมวยไทยกับเราด้วย
BIC: ความใฝ่ฝันในอนาคต
คุณหลิวฯ: ผมมีแนวคิดว่าภายในสิบปีข้างหน้านี้ผมจะพยามสร้างหมู่บ้านมวยไทย โดยจะประกอบด้วยพิพิธภัณฑ์มวยไทยแสดงประวัติความเป็นมาของมวยไทย การแข่งขันเวทีสำคัญ ๆ แชมป์โลกที่มีชื่อเสียง พัฒนาการของมวยไทยในจีน เพื่อให้ชาวจีนที่สนใจมวยไทยหรืออยากรู้จักวัฒนธรรมและศิลปะการต่อสู้ของไทยเข้ามาศึกษาได้จากพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ มีสถานที่สอนมวยไทย บ้านพักตากอากาศ พร้อมสรรพภายในหมู่บ้านแห่งนี้ เพื่อให้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจและยังเป็นสถานที่ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของไทยได้อีกทางหนึ่งด้วย ทั้งนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐของฝ่ายไทย และจะศึกษาจากพิพิธภัณฑ์มวยไทยแห่งชาติซึ่งได้เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2553 บริเวณใต้ถุนสนามศุภชลาศัย เป็นแนวทางในการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์มวยไทยในอนาคตด้วย
พิพิธภัณฑ์มวยไทย บริเวณใต้ถุนสนามศุภชลาศัย
จากที่บีไอซีได้เข้าไปพูดคุยกับคุณหลิวฯ และสัมผัสกับบรรยากาศที่สโมสรมวยไทยในนครกว่างโจว รวมถึงแหล่งข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต สามารกล่าวได้ว่า “มวยไทย” ยังมีทางไปในตลาดจีน สังเกตได้จากการที่ หัวเมืองใหญ่ ๆ ของแต่ละมณฑลในจีนต่างมีการฝึกสอนมวยไทยในรูปแบบที่แตกต่างกัน บางแห่งเป็นการจดทะเบียนเป็นสโมสรมวยไทย บางแห่งก็อยู่ในรูปแบบคอร์สของร้านฟิตเนส แม้ว่าผู้ที่เข้าเรียนในแต่ละคอร์สอาจไม่เยอะมาก แต่เมื่อรวม ๆ จากแต่ละแห่งก็มีปริมาณไม่น้อย และในช่วงไม่กี่ปีมานี้ กระแสมวยไทยก็ได้รับความนิยมในจีนเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ สังเกตได้จากช่องทางหลักที่คนทั่วไปสามารถเข้าไปหาและโพสต์ข้อมูลได้อย่างเวยโป๋ (ทวิตเตอร์แบบจีน) หรือกระทู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับมวยไทยที่มีเพิ่มมากขึ้น
ตัวอย่างเวยโป๋เกี่ยวกับซ่านต่าของจีนปะทะกับมวยไทย ซึ่งมีการจัดการแข่งขันในจีนอยู่ตลอด
ในวันนี้ โอกาสของคนไทยในธุรกิจมวยไทยในจีนดูเหมือนจะยังเป็นเพียงการเดินทางมาของอดีตนักชกมวยไทยเพื่อเป็นครูมวยสอนให้กับสโมสรมวยไทยหรือฟิตเนสต่าง ๆ หรือไม่ก็ขึ้นชกในรายการที่จัดขึ้นในจีน ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นการดำเนินการของคนจีน แต่ในวันหน้า หากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องของฝ่ายไทยร่วมมือร่วมใจอย่างจริงจังเพื่อส่งเสริม ศึกษา พัฒนาการแลกเปลี่ยนครูผู้สอน นักชก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งส่งเสริมธุรกิจด้านมวยไทยในจีนอย่างจริงจังไม่ว่าจะผ่านช่องทางสโมสร ฟิตเนส หรือว่าทัวร์ท่องเที่ยวไทย ด้วยพื้นฐานกระแสความสนใจมวยไทยในสังคมจีนที่เพิ่มมากขึ้นทุกวันตามที่ได้ฟังจากคุณหลิวฯ แล้ว บีไอซีหวังด้วยใจจริงว่า มวยไทยที่เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ของการต่อสู้ป้องกันตัวที่คนไทยทุกคนภูมิใจ จะก้าวขึ้นมาเป็นอีกหนึ่ง “ฮีโร่” ที่เพิ่มโอกาสทางธุรกิจของคนไทยในจีน และสร้างเม็ดเงินเข้าสู่ภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจไทยได้อย่างยั่งยืน
************************************
จัดทำโดย: นายเจตนา เหล่ารักวงศ์
ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน ณ นครกว่างโจว
เรียบเรียงโดย: น.ส.รัชดา สุเทพากุล
สถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว

