ผลไม้ไทยในตลาดฮ่องกง

ไม่ต้องแปลกใจ! หากท่านพบลำไย ทุเรียน มังคุด กล้วย และผลไม้ไทยอื่น ๆ จำนวนมากในตลาดสดและซุปเปอร์มาร์เกตต่าง ๆ ในฮ่องกง เนื่องจากฮ่องกงเป็นตลาดนำเข้าผลไม้ที่สำคัญเป็นอันดับ 2 ของไทย (รองจากสาธารณรัฐประชาชนจีน) โดยในปี 2554 ไทยส่งออกผลไม้มาฮ่องกงเป็นมูลค่า 155.18 ล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่ฮ่องกงก็นำเข้าผลไม้จากไทยมากเป็นอันดับ 2 (รองจากสหรัฐอเมริกา) โดยผลไม้หลักที่ฮ่องกงนำเข้าจากไทยมากที่สุดในปี 2554 ได้แก่ ลำไย ทุเรียน กล้วย มังคุด ส้ม เงาะ ลิ้นจี่ และมะม่วง ตามลำดับ โดยมีข้อสังเกตว่า ผลไม้ที่ฮ่องกงนำเข้าจากสหรัฐอเมริกาส่วนใหญ่จะเป็นผลไม้เมืองหนาวและถั่วต่าง ๆ ในขณะที่ผลไม้ไทยเป็นผลไม้เขตร้อน จึงนับได้ว่า ไทยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่สำหรับผลไม้เขตร้อนในฮ่องกง

พฤติกรรมการบริโภคของชาวฮ่องกง

ชาวฮ่องกงมีกำลังซื้อสูง จึงให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าราคา โดยชาวฮ่องกงนิยมรับประทานผลไม้สดตามฤดูกาล เพื่อให้ได้รสชาติและคุณภาพที่ดีที่สุด นอกจากนี้ ชาวฮ่องกงยังมีความตื่นตัวเรื่องการรักษาสุขภาพค่อนข้างมาก ดังนั้น ผักและผลไม้ที่ปลอดสารพิษจึงเป็นที่นิยม แม้ว่าราคาจะสูงกว่าผักและผลไม้ทั่วไป ผู้ประกอบการไทย จึงควรใช้ประโยชน์จากพฤติกรรมของผู้บริโภคดังกล่าว โดยการส่งเสริมการขายควบคู่กับการให้ความรู้แก่ผู้บริโภคถึงประโยชน์และสรรพคุณของผลไม้แต่ละชนิดที่มีต่อสุขภาพ รวมถึงความพิถีพิถันในแต่ละขั้นตอนการผลิตและส่งออก เป็นต้น อย่างไรก็ดี การประชาสัมพันธ์ดังกล่าวจะต้องมั่นใจได้ว่ามีการรักษาคุณภาพของผลไม้อย่างแท้จริง เนื่องจากชาวฮ่องกงจะมีความตื่นตัวกับข่าวสารข้อมูลในทางลบค่อนข้างมาก ซึ่งหากผลไม้ไทยที่ส่งออกไม่ได้มาตรฐาน อาทิ มีการปนเปื้อนของสารเคมีหรือมีหนอนหรือแมลง ชาวฮ่องกงจะมีแนวโน้มที่จะหยุดบริโภคผลไม้ชนิดนั้นเป็นเวลานาน

จากสวนผลไม้ไทยสู่แผงผลไม้ในฮ่องกง

ฮ่องกงมีพื้นที่จำกัดและต้องนำเข้าผลไม้จากต่างประเทศทั้งหมด โดยจะมีวิธีการนำเข้าผ่านทั้งทางเรือ ทางอากาศ และทางรถยนต์ อย่างไรก็ดี การนำเข้าผลไม้ไทยของฮ่องกงจะมีลักษณะพิเศษที่ต่างจากการนำเข้าผลไม้ของประเทศอื่น กล่าวคือ ผู้ค้าปลีกผลไม้ที่เป็นห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าผลไม้ในฮ่องกงจะไม่นำเข้าผลไม้เอง แต่จะติดต่อสั่งซื้อผ่านผู้นำเข้าหรือผู้ค้าส่งในตลาดค้าส่ง (supplier) ซึ่งผู้นำเข้าบางส่วนได้เข้าไปเป็นหุ้นส่วนกับเจ้าของสวน และจะแบ่งกำไรกันตามสัดส่วน ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ส่งออกผลไม้ไทยแทบจะไม่มีบทบาทในตลาดค้าปลีกผลไม้ในฮ่องกง เนื่องจากผู้นำเข้าในฮ่องกงได้ดำเนินธุรกิจดังกล่าวมาเป็นเวลานาน มีความเชี่ยวชาญในด้านผลไม้ไทย รู้แหล่งซื้อ รวมถึงรู้จักพฤติกรรมการบริโภคและรู้ช่องทางการทำธุรกิจในฮ่องกงเป็นอย่างดี

ผลไม้ไทยที่เข้าสู่ฮ่องกงส่วนหนึ่งจะใช้บริโภคภายในประเทศ อีกส่วนหนึ่งจะถูกส่งต่อเข้าไปขายในจีน โดยเฉพาะในเมืองแถบมณฑลกวางตุ้ง  โดยปัจจุบันสัดส่วนการส่งไปขายต่อในจีนเริ่มลดลง เนื่องจากจีนมีการนำเข้าโดยตรงมากขึ้น อย่างไรก็ดี ผลไม้ที่มีคุณภาพสูงและราคาแพงก็ยังนิยมส่งผ่านฮ่องกงอยู่ สำหรับผลไม้ที่ใช้บริโภคภายในประเทศจะถูกกระจายไปตามตลาดขายส่งผลไม้ อาทิ ตลาดขายส่งเยามาเต่ย (Yau Ma Tei Fruit Market) และตลาดขายส่งเฉิ่งซาหว่าน (Cheung Sha Wan Wholesale Food Market) ทางฝั่งเกาลูน ซุปเปอร์มาร์เกต อาทิ ParknShop และ Wellcome และร้านค้าปลีกอื่น ๆ

ช่องทางการส่งออกผลไม้ไทยสู่ตลาดฮ่องกง

ผู้ส่งออกผลไม้ไทยสามารถติดต่อกับซุปเปอร์มาร์เกตต่าง ๆ ในฮ่องกงเพื่อส่งออกผลไม้ได้โดยตรง แต่ผู้ส่งออกจะต้องรับประกันได้ว่าจะมีผลผลิตที่เพียงพอและสอดคล้องกับความต้องการตลอดทั้งปี ซึ่งผู้ประกอบการที่จะประสบความสำเร็จในการตกลงกับซุปเปอร์มาร์เกตในฮ่องกงจะต้องมีความแข็งแกร่งในระดับหนึ่ง แต่สำหรับผู้ส่งออกรายย่อยหรือเจ้าของสวนผลไม้สามารถติดต่อกับผู้นำเข้า (supplier) ชาวฮ่องกงเพื่อให้ช่วยนำสินค้าไปกระจายในตลาดฮ่องกงอีกต่อหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันการส่งออกผลไม้ไทยไปยังฮ่องกงจะใช้รูปแบบนี้เป็นส่วนใหญ่

โอกาสและความท้าทายของผลไม้ไทย

ผลไม้ไทยเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางและได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในฮ่องกง โดยหากกล่าวถึงผลไม้เขตร้อน ผลไม้ไทยยังครองอันดับ 1 ในใจของผู้บริโภคชาวฮ่องกง อย่างไรก็ดี ผู้ที่นิยมบริโภคผลไม้ไทยส่วนใหญ่จะเป็นวัยผู้ใหญ่ ในขณะที่คนรุ่นใหม่จะนิยมบริโภคผลไม้เมืองหนาวมากกว่า เนื่องจากเห็นว่า ผลไม้เขตร้อนรับประทานยากและมีกลิ่นแรง ดังนั้น จึงต้องมีการประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคตระหนักถึงประโยชน์และคุณค่าของผลไม้ไทย รวมถึงการแปรรูปผลไม้บางประเภทให้เหมาะกับคนรุ่นใหม่ อาทิ ทุเรียนกรอบ และขนุนอบแห้ง เป็นต้น นอกจากนี้ ผลไม้ไทยยังต้องแข่งขันด้านราคาจากผลไม้ประเภทอื่นที่มีผลผลิตช่วงเดียวกับผลไม้ของไทย แต่ปัจจุบันไทยยังมีข้อได้เปรียบอยู่มาก เนื่องจากยังไม่มีผลไม้ของชาติใดที่มีรสชาติใกล้เคียงกับผลไม้ไทยจนสามารถทดแทนกันได้ ผู้ประกอบการและชาวสวนจึงควรให้ความสำคัญกับการรักษาคุณภาพของผลไม้ไทยให้ได้มาตรฐาน รวมถึงอาจพิจารณาสร้างแบรนด์ให้กับผลไม้ไทยที่ได้รับความนิยม อาทิ ทุเรียน ลำไย และมะม่วง เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานผลไม้ไทยและให้เป็นที่ง่ายต่อการจดจำของผู้บริโภค

นอกจากนี้ ยังมีการซื้อ-ขายอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า “การตกเขียว” กล่าวคือ การที่นักธุรกิจต่างชาติเข้ามาทำสัญญาตกลงซื้อ-ขายผลไม้ล่วงหน้า โดยเฉพาะลำไยและทุเรียน โดยจะวางเงินมัดจำค่าผลไม้ไว้ก่อน (ประมาณร้อยละ 40) ซึ่งวิธีการดังกล่าวจะทำให้นักธุรกิจต่างชาติซื้อผลไม้ได้ในราคาถูก ทั้งนี้ แม้ว่าชาวสวนจะได้รับเงินก่อนล่วงหน้า แต่เมื่อถึงฤดูกาลของผลไม้ประเภทนั้น ๆ ชาวสวนจะเสียเปรียบด้านราคา เพราะราคาที่ทำการซื้อ-ขายล่วงหน้าจะต่ำกว่าราคาตลาด สถานการณ์ดังกล่าวจึงไม่เป็นผลดีต่อตลาดการค้าผลไม้ไทยในระยะยาว เนื่องจากจะทำให้ผลไม้ไทยถูกควบคุมทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน และอาจถูกกดราคาได้ในอนาคต ดังนั้น รัฐบาลและชาวสวนจึงต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยการจัดตั้งหน่วยงานที่ทำหน้าที่ควบคุมคุณภาพและพัฒนาการส่งออกผลไม้ รวมทั้งจัดตั้งสหกรณ์เพื่อส่งเสริมให้ชาวสวนรวมตัวกันอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มอำนาจในการต่อรองและทำให้ระบบการส่งออกผลไม้ไทยมีมาตรฐานและมีความยั่งยืน

13 สิงหาคม 2555
แหล่งข้อมูล: การพบปะคณะผู้แทนการค้าจากไทยและสมาคมผู้ค้าผักและผลไม้ฮ่องกง(17/07/2012)
โดย: ศศิภา ฉั่น

Back to the list

More Related

  • ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางการจัดแสดงสินค้านานาชาติที่สำคัญในภูมิภาคเอเชีย และยังเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีที่มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่งในภูมิภาคและของโลก โดยในแต่ละปี ฮ่องกงจะมีงานจัดแสดงสินค้าอัญมณีขนาดใหญ่ถึง 3 ครั้งในเดือนมีนาคม มิถุนายน และกันยายน
  • นักท่องเที่ยวที่นิยมท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นกลุ่มใหญ่ ตามด้วยไกด์ที่ถือธงสีแดงผ่านสถานที่ท่องเที่ยว และศูนย์การค้าต่างๆ ได้กลายเป็นภาพติดตาที่ทุกคนต่างเรียกว่า “กรุ๊ปทัวร์จีน”
  • เมื่อวันที่ 7-10 พ.ค. 2556 ฮ่องกงได้มีการจัดงานมหกรรมอาหารและเครื่องดื่มนานาชาติ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “HOFEX” ขึ้นที่ Hong Kong Convention and Exhibition Centre โดยงานดังกล่าวเป็นงานมหกรรมอาหารที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีผู้ประกอบการด้านอาหารและเครื่องดื่มร่วมออกบูธจำนวนกว่า 1,900 ราย จาก 48 ประเทศทั่วโลก และสามารถดึงดูดผู้เที่ยวชมได้ถึง 35,000 ราย ในโอกาสดังกล่าว บีไอซีได้เดินทางไปเที่ยวชมงานและเที่ยวชิมอาหารจากนานาประเทศทั่วโลก รวมถึงสัมภาษณ์ผู้ประกอบการไทยที่มาร่วมงานด้วย จึงขอนำข้อมูลที่น่าสนใจมาฝากทุกท่าน ดังนี้
  • สถานกงสุลใหญ่ ณ นครคุนหมิง จัดงานเทศกาลอาหารและวัฒนธรรมไทย ณ นครฉางซา มณฑลหูหนาน (Thai Food and Culture Festival 2013, Changsha) ระหว่างวันที่ 9-12 พฤษภาคม 2556 ณ ห้างสรรพสินค้า ID Mall โดยได้รับความร่วมมือจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ นครหนานหนิง และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) สาขานครคุนหมิง
  • ในบทความนี้ ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน (BIC) ขอพาท่านไปดูกันว่า การจะเปิดร้านอาหารไทยในจีนนั้น มีกฎระเบียบอะไรที่ต้องคำนึงถึง และมีขั้นตอนยากง่ายประการใด

สถานการณ์ในต่างประเทศ