
หลายท่านที่พักอาศัยอยู่ในจีนหรือเดินทางมาท่องเที่ยวที่จีนก็คงเคยได้ยินกิตติศัพท์ของโรงพยาบาลในจีนมาไม่น้อย และบางท่านก็คงจะเคยมีประสบการณ์ตรงจากโรงพยาบาลในจีนแบบยากที่จะลืม จนอยากจะตั้งฉายาให้เป็น “โรงพญามาร” มาแทนที่
การรอคิวที่ยาวเหยียดเป็นหางว่าว (ต้องตื่นตั้งแต่ตี 5 เพื่อมารอคิวแรก) ขั้นตอนยุ่งยากตั้งแต่ก้าวเข้าประตูโรงพยาบาลกว่าจะได้พบเจอกับหมอ บริการแบบ“เฉพาะตัว” ที่ผู้ป่วยจะต้องเน้นดูแลตัวเอง (สัดส่วนบุคลากรการแพทย์ที่ไม่สัมพันธ์กับจำนวนผู้ป่วย ทำให้ดูแลได้ไม่ทั่วถึง) สภาพแวดล้อมแบบ“อบอุ่น” ที่รายเรียงไปด้วยเตียงคนไข้แทบไม่เหลือช่องว่างให้เดิน ชุดแต่งกายของบุคลากรที่ยังมีความขาวสะอาดแพ้ให้กับชุดพ่อครัวในโรงแรม หรือมาตรฐานการรักษาพยาบาลแบบ“พอเพียง” (รักษาไปตามเครื่องมือการแพทย์ที่มีอยู่ตั้งแต่รุ่นคุณปู่คุณย่ายังหนุ่มยังสาว) ล้วนเป็นสิ่งที่หลายท่านหวาดกลัวเมื่อจะต้องย่างก้าวเข้าสู่โรงพยาบาลในจีน
ทว่า สมัยที่เปลี่ยนแปลงภาพเหตุการณ์เหล่านี้ก็เริ่มเปลี่ยนไป (บ้างเล็กน้อย) เมื่อจีนเริ่มเปิดกว้างให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในธุรกิจโรงพยาบาล เพื่อยกระดับและพัฒนาให้ "โรงพญามาร (ในมโนภาพ)" กลายเป็นโรงพยาบาลคุณภาพที่มีมาตรฐานเทียบเท่ากับระดับสากล โดยหลายประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ฯลฯ และไต้หวัน ฮ่องกง มาเก๊า ก็ไม่รอช้าที่จะเดินหน้าเข้ามายังจีนเพื่อลงทุนในธุรกิจดังกล่าวแล้ว เนื่องจากจีนได้ "เปิดประตู (เกือบทั้งบาน)" ต้อนรับถึงขนาดนี้ ซึ่งไทยควรจะรีบบุกเข้ามาในเร็ววันนี้เหมือนกับชาติอื่นๆ หรือว่าควรจะเรียนรู้ประสบการณ์จากต่างชาติก่อนที่จะหาโอกาสและจังหวะเข้ามาลงทุนในอนาคตต่อไป?
บทความนี้จะสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของจีนที่เปิดโอกาสให้ต่างชาติก้าวเข้ามาลงทุนด้านธุรกิจโรงพยาบาลในจีน ตลอดจนอุปสรรคหรือความยากลำบากที่ธุรกิจโรงพยาบาลต่างชาติอาจจะต้องเผชิญหน้าในระหว่างที่เข้ามาลงทุนในจีน ซึ่งน่าจะเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่ธุรกิจการแพทย์ของไทยใช้พิจารณาประกอบก่อนการตัดสินใจบุกเข้ามาลงทุนในจีน โดยบทความตอนที่ 1 จะกล่าวถึงกฎระเบียบของทางการจีนและกรณีตัวอย่างของธุรกิจโรงพยาบาลต่างชาติที่เข้าเจาะตลาดการแพทย์ในจีนแล้ว ซึ่งมีชื่อว่า “กฎระเบียบเปิดโอกาส… โรงพยาบาล ต่างชาติบุกตลาดการแพทย์ในจีน”
33 ปีที่ผ่านมา... พัฒนาสู่การ “เปิดประตู” ต้อนรับต่างชาติ 
แต่เดิมจีนที่ปิดประเทศ จึงได้ “ปิดประตู” ไม่ต้อนรับการติดต่อจากต่างชาติ และเมื่อจีนเปิดประเทศแล้วเมื่อปี ค.ศ. 1979 จึงค่อยๆ เริ่ม “เปิดประตู” ต้อนรับให้ต่างชาติเข้ามาติดต่อทำธุรกิจในด้านต่างๆ มากขึ้น
สำหรับในด้านธุรกิจการแพทย์นั้น ในช่วงที่จีนเปิดประเทศใหม่ๆ ยังได้ห้ามต่างชาติเข้ามาลงทุน แต่เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปีทางการจีนได้ค่อยๆ “เปิดประตู” ให้ต่างชาติเข้ามามากขึ้น โดยเริ่มจากการอนุญาตให้บุคลากรการแพทย์จากต่างชาติสามารถเข้ามาทำงานในจีน และในเวลาต่อมาเมื่อจีนเห็นว่าการแพทย์ของตนเองยังห่างไกลกับระดับสากล จึงได้เริ่มอนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในธุรกิจการแพทย์/การรักษาพยาบาลได้ ซึ่งประกอบด้วยโรงพยาบาล สถานพยาบาล คลินิก ฯลฯ (โดยในบทความจะขอใช้คำว่า “โรงพยาบาล” เพื่อง่ายต่อการเข้าใจ) แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องร่วมหุ้นกับจีน โดยต่างชาติถือหุ้นส่วนธุรกิจได้เพียงไม่เกินร้อยละ 30 ของเงินลงทุนทั้งหมด
ต่อมาเมื่อจีนเข้าเป็นสมาชิกของ WTO ในปี ค.ศ. 2001 ซึ่งมีข้อตกลงว่าจีนจะต้องเปิดกว้างให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในธุรกิจโรงพยาบาล ทางการจีนจึงส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติให้มากขึ้น โดยการขยายสัดส่วนการลงทุนของต่างชาติในธุรกิจโรงพยาบาลร่วมกับจีน จากเดิมที่ไม่เกินร้อยละ 30 เพิ่มขึ้นเป็นไม่เกินร้อยละ 70 ของเงินลงทุนทั้งหมด
“ประตู” ธุรกิจโรงพยาบาลของจีนได้เปิดมากขึ้นอีกขั้นเมื่อช่วงสิ้นปี ค.ศ. 2011 ที่ผ่านมา โดยทางการจีนได้อนุญาตให้กลุ่มนักลงทุนจากไต้หวัน ฮ่องกง และมาเก๊า สามารถเข้ามาลงทุนในธุรกิจโรงพยาบาลได้แบบไม่ต้องร่วมทุนกับจีน (ลงทุนได้ 100%) ขณะที่ต่างชาติยังคงต้องร่วมทุนกับจีนดังเช่นกฎระเบียบเดิม นอกจากนี้ เพื่อให้การลงทุนของต่างชาติมีความสะดวกมากขึ้น ทางการจีนก็ได้เปลี่ยนให้การขออนุมัติก่อตั้งโรงพยาบาลทุนต่างชาติขึ้นอยู่กับหน่วยงานอนามัยที่เกี่ยวข้องระดับท้องถิ่น (มณฑล) เป็นผู้พิจารณา ซึ่งเดิมต้องเป็นของหน่วยงานด้านสาธารณสุขส่วนกลางระดับประเทศ

แม้ว่าจีนจะเปิดกว้างมากขึ้นในธุรกิจโรงพยาบาลที่ลงทุนโดยต่างชาติ แต่ก็ได้สร้างเงื่อนไขใหม่ที่กำหนดให้วงเงินลงทุนขั้นต่ำในธุรกิจโรงพยาบาลร่วมทุนจีน-ต่างชาติต้องไม่ต่ำกว่า 100 ล้านหยวน จากเดิมเพียงแค่ 20 ล้านหยวน (หากเป็นพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันตก และพื้นที่ทุรกันดาร วงเงินลงทุนสามารถต่ำกว่า 100 ล้านหยวน แต่ต้องไม่ต่ำกว่า 50 ล้านหยวน) โดยทางการจีนหวังจะดึงดูดกลุ่มทุนต่างชาติที่มีความเข้มแข็ง และต้องการเพิ่มเทคโนโลยีการแพทย์ชั้นสูงในจีน ซึ่งปัจจุบันเริ่มไม่ต้องการดึงดูดสถานพยาบาลขนาดเล็ก และกลุ่มนักลงทุนต่างชาติที่จะฉกฉวยโอกาสเพียงระยะสั้น
อย่างไรก็ดี เพื่อให้โรงพยาบาลต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในจีนสามารถมีระยะเวลาในการคืนทุนและทำกำไรได้นานขึ้น รัฐบาลจีนจึงได้ยกร่างระเบียบขยายระยะเวลาการร่วมทุนกับจีนจากเดิมไม่เกิน 20 ปีเป็นไม่เกิน 30 ปี (เมื่อครบกำหนดแล้วสามารถจะขยายเวลา/สิ้นสุดการร่วมทุนกับจีนได้) ซึ่งทางการจีนเห็นว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยดึงดูดต่างชาติได้มากขึ้น ทั้งนี้ ร่างระเบียบดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเมื่อได้รับความเห็นชอบแล้วก็จะมีผลบังคับใช้ในเวลาต่อไป
ตาราง : สรุปพัฒนาการด้านกฎระเบียบสำหรับการลงทุนธุรกิจโรงพยาบาลในจีนของต่างชาติ

นานาประเทศไม่รอช้า... บุกเข้ามาเจาะตลาดการแพทย์ของจีน (เซี่ยงไฮ้)
ตั้งแต่ที่จีนเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในธุรกิจการแพทย์เมื่อปี ค.ศ. 1997 หลายประเทศต่างก็สนใจที่จะเข้ามาลงทุนอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ณี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน มาเก๊า ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเข้าไปร่วมธุรกิจกับจีนในพื้นที่ที่เศรษฐกิจเติบโต หรือเมืองระดับกลาง-ใหญ่ที่อยู่แถบริมฝั่งทะเลทางตะวันออกของจีน อาทิ ปักกิ่ง เทียนจิน เฮยหลงเจียง จี๋หลิน ซานตง ซานซี เซี่ยงไฮ้ เจ้อเจียง เจียงซู ฝูเจี้ยน และกวางตุ้ง เป็นต้น
ปัจจุบัน ทั่วทั้งจีนมีหน่วยงานการแพทย์ร่วมทุนจีน-ต่างชาติในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งหมดมากกว่า 200 แห่ง (เป็คลินิกมากกว่าร้อยละ 50) โดยแบ่งเป็นของเซี่ยงไฮ้จำนวน 20 กว่าแห่ง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นบริการการแพทย์ระดับสูงด้วยกันทั้งสิ้น
สำหรับเซี่ยงไฮ้ซึ่งเป็นเมืองที่ประชาชนมีรายได้สูง และมีชาวต่างชาติพักอาศัยอยู่มากที่สุดในจีน จึงทำให้มีกลุ่มทุนต่างชาติหลายกลุ่มเข้ามาร่วมทุนกับจีนก่อตั้งโรงพยาบาลในเซี่ยงไฮ้ อาทิ
1) คลินิก Parkway Health (百汇医疗) เป็นหน่วยงานการแพทย์ร่วมทุนจีน-ต่างชาติแห่งแรกและใหญ่ที่สุดในเซี่ยงไฮ้ โดยบริษัท Parkway Holdings Ltd. สิงคโปร์ถือหุ้นส่วนร้อยละ 70 และโรงพยาบาลหัวซานในสังกัดมหาวิทยาลัยฟู่ต้าน(复旦大学附属华山医院)ถือหุ้นส่วนร้อยละ 30 ปัจจุบันมีสาขาในเซี่ยงไฮ้ทั้งหมด 7 แห่ง ซึ่งมีแพทย์ทั้งหมดมากกว่า 80 คน (เป็นแพทย์ต่างชาติกว่าร้อยละ 50) เปิดให้บริการรักษาพยาบาลแบบครบวงจรกว่า 30 แผนก นอกจากนี้ บริษัท Parkway ยังมีแผนลงทุนก่อสร้างโรงพยาบาลในเซี่ยงไฮ้ด้วยงบประมาณมากกว่า 1,000 ล้านหยวน และคาดว่าจะเปิดให้บริการในปี ค.ศ. 2014
2) โรงพยาบาล Shanghai Gamma Knife (上海伽马刀医院) เป็นโรงพยาบาลที่เน้นรักษาโรคเนื้องอกเป็นหลัก โดยเป็นการร่วมทุนระหว่าง American Pacific Medical Group (APMG) ของสหรัฐอเมริกา และโรงพยาบาลหัวซานในสังกัดมหาวิทยาลัยฟู่ต้าน(复旦大学附属华山医院)ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแห่งเดียวที่ได้รับอนุญาตจากทางการเซี่ยงไฮ้ให้ทำการรักษาด้วยแกมมาไนฟ์ ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ใช้รักษาโรคสมอง
3) โรงพยาบาล Shanghai United Family Healthcare (上海和睦家医院) เป็นโรงพยาบาลร่วมทุนระหว่างบริษัท Chindex International Inc ของสหรัฐอเมริกาและโรงพยาบาลกลางเขตฉางหนิงของเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงด้านแผนกสูตินรีเวช (แผนกคลอดบุตร) และแผนกกุมารเวช (แผนกเด็ก) โดยกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 70 จะเป็นชาวต่างชาติ และกว่าร้อยละ 80 จะจ่ายค่ารักษาพยาบาลโดยเงินประกันสุขภาพของต่างประเทศ ปัจจุบันมีสาขาในเซี่ยงไฮ้รวม 4 แห่ง และยังมีสาขาในเมืองอื่นๆ ของจีน เช่น ปักกิ่ง เทียนจิน กว่างโจว เมืองอู๋ซี (มณฑลเจียงซู)
4) Shanghai DeltaWest Clinic (德西门诊) เป็นคลินิกร่วมทุนระหว่างบริษัท DeltaHealth China Ltd. ของสหรัฐอเมริกากับจีน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษาและรักษาพยาบาลโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยมีแผนจะเปิดโรงพยาบาลแห่งใหม่ที่มีชื่อว่า Shanghai Delta Hosipital(德达医院)ในปี ค.ศ. 2014 ซึ่งจะยังเน้นความเชี่ยวชาญในแผนกหลอดเลือดหัวใจเป็นหลัก (เว็บไซต์มีภาษาญี่ปุ่นด้วย)
5) Landseed International Hospital (上海禾新医院) เป็นโรงพยาบาลแห่งแรกในจีนที่เป็นเงินลงทุนต่างชาติ 100% (เงินทุนนอกจีนแผ่นดินใหญ่) ซึ่งลงทุนโดย Landseed International Medical Group(联新国际医疗集团)ของไต้หวันด้วยงบประมาณ 150 ล้านหยวน โดยมีเป้าหมายเน้นเจาะกลุ่มนักลงทุนไต้หวันในเซี่ยงไฮ้และพื้นที่ใกล้เคียงที่มีจำนวนมากกว่า 500,000 คน และกลุ่มชาวจีนตลาดบน
“อินเตอร์” เท่านั้น... หัวใจสำคัญเจาะกลุ่มเป้าหมาย high-end
ปัจจุบันมีกลุ่มผู้บริโภค high-end (กลุ่มคนจีนที่มีฐานะ/กลุ่มชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในจีน) ที่มีกำลังทรัพย์ และต้องการบริการรักษาพยาบาลคุณภาพสูงเหมือนโรงแรมระดับ 5 ดาว โดยชาวจีนบางกลุ่มถึงกับลงทุนเข้ารถยนต์จากพื้นที่ไกลถึง 1,000 ก.ม. เพื่อไปรับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนคุณภาพในเมืองใหญ่ๆ หรือบางกลุ่มยอมจ่ายเงินมากกว่าปกติถึงเกือบ 10 เท่า เพื่อรับบริการก่อนและหลังคลอดบุตรจากโรงพยาบาลต่างชาติในจีน ที่มีคุณภาพและความน่าเชื่อถือมากกว่าโรงพยาบาลรัฐบาลทั่วไปอย่างมาก
ทั้งนี้ กลุ่มทุนต่างชาติได้เล็งเห็นถึงศักยภาพและความต้องการเหล่านี้ พร้อมกับรัฐบาลจีนก็ทราบดีว่ายังไม่สามารถตอบสนองความต้องการรักษาพยาบาลคุณภาพดังกล่าวได้อย่างเพียงพอ จึงได้เปิดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนเพื่อยกระดับคุณภาพและมาตรฐานของโรงพยาบาลในจีนให้ดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา โดยจะเห็นได้ว่าโรงพยาบาลต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในจีนมักจะให้บริการรักษาพยาบาลแบบเฉพาะทางเป็นหลัก (จีนอาจมีเทคโนโลยีที่ยังไม่ทันสมัยเพียงพอ) เนื่องจากว่าจะสามารถสร้างรายได้ให้กับธุรกิจได้มากกว่าการตรวจรักษาโรคทั่วไป โดยส่วนใหญ่จะต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น โรคทางสมอง โรคเกี่ยวกับหัวใจ หรือบริการก่อนและหลังคลอดบุตร เป็นต้น
แน่นอนว่าการเจาะกลุ่มเป้าหมาย high-end นั้นจำเป็นจะต้องใช้กลยุทธ์สร้างสิ่งใหม่ที่แตกต่างจากเดิม โดยสิ่งที่โรงพยาบาลต่างชาติมีดีกว่าโรงพยาบาลรัฐบาลของจีน คือ “ความเป็นอินเตอร์” ทั้งในด้านเทคโนโลยี บริการคุณภาพ บุคลากรแพทย์ที่มีประสบการณ์ และเทคนิคการบริหารธุรกิจ ซึ่งได้ช่วยสร้างความประทับใจและความเชื่อมั่นให้กับผู้ที่มารักษาพยาบาลได้เป็นอย่างดี
ที่มาภาพ : เว็บไซต์โรงพยาบาล Landseed International Hospital www.landseedhospital.com.cn
บทความในตอนนี้คงจะช่วยให้ท่านผู้อ่านเข้าใจถึงกฎระเบียบของจีนเกี่ยวกับธุรกิจการแพทย์ที่ได้เปิดกว้างให้ต่างชาติมากขึ้นตามลำดับ แม้จะยังไม่เปิดหมดทั้งบาน (เพราะเงื่อนไขสัดส่วนการลงทุนและเงินลงทุนขั้นต่ำ) ตลอดจนได้ทราบถึงแนวทางการเข้ามาทำตลาดในจีนของธุรกิจโรงพยาบาลต่างชาติ ซึ่งได้ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงตลาดการแพทย์ของจีนยุคใหม่ที่กำลังมาแรง และเป็นที่ต้องการของกลุ่มลูกค้าระดับ high-end ในจีน ซึ่งอาจเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจการแพทย์ไทยที่ได้รับการยอมรับจากหลายประเทศว่ามีความเป็น “อินเตอร์” และบริการชั้นเลิศ
บทความในตอนหน้าจะแนะนำถึงอุปสรรคและความยากลำบากที่ธุรกิจโรงพยาบาลต่างชาติในจีนอาจจะต้องพบเจอในระหว่างการดำเนินธุรกิจ ซึ่งจะเป็นข้อมูลที่ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงโอกาสสำหรับธุรกิจการแพทย์ของไทย โปรดติดตามบทความตอนที่ 2 ที่มีชื่อว่า “ศึกษาอุปสรรค... สู่โอกาสของธุรกิจการแพทย์ไทย” ในเร็วๆ นี้
________________________
จัดทำโดย นายโอภาส เหลืองดาวเรือง ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน ณ นครเซี่ยงไฮ้
ข้อมูลโดย Ms. Zhang Xiaoqin(章晓琴)
แหล่งข้อมูล
1) http://finance.jrj.com.cn (เปิดโอกาสธุรกิจโรงพยาบาลต่างชาติในจีน)
2) http://www.chinavalue.ne (โรงพยาบาลต่างชาติบุกตลาดการแพทย์ในเซี่ยงไฮ้)
3) http://finance.jrj.com.cn (กระแสเงินทุนต่างชาติไหลสู่ตลาดการแพทย์ในจีน)
4) http://www.cb.com.cn และ http://www.cn-healthcare.com
5) ร่างระเบียบกฎหมายบริหารจัดการหน่วยงานการแพทย์ร่วมทุน/ร่วมมือจีน-ต่างชาติ
