สิ้นสุดกันที! ยุคของถูก ค่าแรงต่ำในจีน - กรณีศึกษาของ Adidas แล้วผู้ประกอบไทยควรปรับตัวยังไง? (ตอน 2/2)
สิ้นสุดกันที! ยุคของถูก ค่าแรงต่ำในจีน - กรณีศึกษาของ Adidas แล้วผู้ประกอบไทยควรปรับตัวยังไง? (ตอน 2/2)

งทุนใน จี ถึงเวลาต้องรับตัว


ประเด็นอมตะด้านแรงงาน เช่น ค่าแรงและสวัสดิการแพง (ในจีน นายจ้างต้องจ่ายประกันสังคมประมาณ 35 เปอร์เซนต์ของค่าจ้าง) ขาดแคลนแรงงาน แรงงานเลือกงาน เป็นปัญหาหลักที่นักลงทุนในจีน ไม่ว่าคนจีนเองหรือบริษัทต่างชาติ กำลังเผชิญอยู่

นอกจากนี้ ก็ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับแรงงาน แต่ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น เช่น ปัญหาด้านต้นทุนที่เกิดจากค่าเช่าที่ดิน พลังงาน วัตถุดิบ โลจิสติกส์ ค่าเงินหยวน มาตการด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายและกฎระเบียบของภาครัฐจีน

ประเด็นปัญหาต่างๆ ข้างต้น ล้วนป็นเรื่องที่นักลงทุน โดยเฉพาะจากต่างชาติ จำเป็นต้องเรียนรู้ และมีความเข้าใจที่ถูกต้อง หากจะมาลงทุนในจีน

นักวิเคราะห์หลายรายเห็นว่า ปัญหาแรงงานของจีนจะยิ่งหนักขึ้นไปอีกในอนาคต    จากการที่จีนใช้นโยบาย ลูกคนเดียวมานับสิบๆ ปี ซึ่งจะทำให้ประชากรจีนเข้าสู่ภาวะหดตัว  นั่นหมายความว่า จำนวนแรงงานจีนที่เคยมีมากมายก็จะลดลงตามไปด้วย และเมื่อนั้น จะถืง  จุดเปลี่ยน ที่แท้จริงของจีน

Adidas ไม่ได้เป็นบริษัทข้ามชาติบริษัทเดียวที่ต้องปรับตัวตามสภาพความเป็นจริงที่เปลี่ยนไปของจีน เพื่อความอยู่รอด ก่อนหน้านี้ ธุรกิจยักษ์ใหญ่หลายรายก็ตัดสินใจยุติการผลิตในจีนไแปล้ว ไม่ว่าจะเป็น Nike, Ford Motor, Starbuck และ Caterpillar Inc.

จากสถิติของกระทรวงพาณิชย์จีน จีนมี FDI (การลงทุนจากต่างประเทศ) ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2555 ลดลง 3 เปอร์เซนต์ และมีแนวโน้มว่า จะชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง

ตัวเลขนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ต่างชาติเริ่มตื่นตัวกับการเปลี่ยนแปลงในระบบโครงสร้างเศรษฐกิจของจีนแล้ว

ในทางกลับกัน การลงทุนของจีนในต่างประเทศ กลับมีการขยายตัวถึงเกือบ 50 เปอร์เซนต์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า วิสาหกิจจีนเองก็พยายามมองหาการลงทุนในต่างประเทศ หรือย้ายฐานการผลิตออกไปต่างประเทศ เพื่อหนีต้นทุนการผลิตในจีนที่สูงขึ้น เช่นเดียวกับบรรษัทข้ามชาติอื่นๆ

 

ว่า จียังน่าลงทุน

แม้บริษัทข้ามชาติหลายแห่งต่างทยอยยุติสายการผลิตของตนในจีน แต่นักเศรษฐศาสตร์อีกหลายรายยังคงเชื่อว่า จีนยังไม่สูญเสียความได้เปรียบในด้านการผลิตไป

Louis Kuijs ผู้อำนวยการโครงการของ Fung Global Institute สถาบันวิจัยที่เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจเอเชีย เห็นว่า Most of the increase in wages has been offset by strong productivity growthซึ่งแปลเป็นภาษาไทยอย่างง่ายๆ ว่า ต้นทุนสูงขึ้นที่เกิดจากค่าแรงที่แพงขึ้น ไม่เป็นปัญหาเพราะจีนมีศักยภาพในการผลิตที่สูงขึ้น ซึ่งชดเชยกันได้

นักเศรษฐกิจจีนหลายรายเห็นว่า จียังคงมีความได้เปรียบด้านเงินทุน เทคโนโลยี ฝีมือแรงงาน ห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพ และสภาพแวดล้อมธุรกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ประเทศที่มีแรงงานราคาถูกยังขาดอยู่ แม้ว่าจีนกำลังสูญเสียความได้เปรียบด้านต้นทุนแรงงาน

นักเศรษฐกิจจากสถาบัน Capital Economics ระบุว่า ส่วนแบ่งของจีนในการส่งออกสินค้าราคาถูกกำลังลดลง หลังจากช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งค่าแรงและค่าที่ดินที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงเงินหยวนแข็งค่าขึ้น กระนั้นก็ตาม ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้ได้รับการชดเชยจากส่วนแบ่งที่เพิ่มขึ้นในตลาดผลิตภัณฑ์ระดับสูง

จากบริบทต่างๆ ข้างต้น นักวิชาการหลายคนจึงให้คำแนะนำว่า ต่อจากนี้ไป ผู้ที่จะมาลงทุนในจีน หรือที่ลงทุนอยู่แล้ว จะต้องต้องเลิกเดินทางสาย ต้นทุนต่ำ แต่ต้องปรับตัวให้เข้ากับโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปของจีนแทน ซึ่งทำได้โดยการสร้างสรรค์เทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพและผลิตภาพ (Productivity) รวมทั้งสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน และขยายส่วนแบ่งในตลาดผลิตภัณฑ์ระดับกลาง-สูงให้เพิ่มมากขึ้น

แต่หากยังเลือกทำไม่ได้ ทางเลือกหนึ่งของเลือกการลงทุนในจีน คือ การย้ายฐานการผลิตจากพื้นที่ที่มีค่าแรงสูงขึ้น ไปยังมณฑลตอนใน โดยเฉพาะในภาคตะวันตก ซึ่งมีนโยบายพิเศษสนับสนุน และมีต้นทุนทำธุรกิจที่ต่ำกว่าพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกที่เปิดสู่ภายนอกมาก่อน

Alistair Thornton นักเศรษฐศาสตร์จีนจาก IHS Global Insight เชื่อว่า การมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจของพื้นที่ในมณฑลตามแนวชายฝั่งในภาคตะวันออกของจีน และการมีต้นทุนในภาคตะวันตกที่ถูกกว่ามณฑลในภาคตะวันออก เป็นข้อได้เปรียบที่ทำให้จีนยังคงน่าสนใจอยู่ ซึ่งสามารถสกัดกั้นการย้ายฐานผลิตไปยังประเทศที่มีต้นทุนค่าแรงต่ำ เช่น เวียดนาม บังคลาเทศ ปากีสถาน และอินโดนีเซียได้

 


ทเรียนและทสรุป

ข้อมูลต่างๆ ในบทความนี้ คงทำให้เห็นภาพว่า ในปัจจุบันที่ ถนนทุกสายมุ่งสู่จีน นั้น บริบทด้านการลงทุนในจีนเปลี่ยนไปอย่างมาก

โดยเฉพาะ การเปลี่ยนจากประเทศที่มีค่าแรงงานถูกที่บริษัทข้ามชาติใช้เป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก มาเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในด้านการผลิต จีนเป็นประเทศที่มีสาธารณูปโภคเพรียบพร้อมและเหมาะสำหรับอุตสาหกรรมแปรรูปและอุปสาหกรรมต่อยอด รวมถึงสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง

ที่แน่ๆ จีไม่เหมาะสำหรับเป็บฐานการผลิตของสินค้าที่ใช้แรงงานอย่างเข้มข้นแล้ว

ในด้านการนำเข้าสินค้า หากเป็นสินค้าปฐมภูมิ (ไม่แปรรูป) จียังต้องการวัตถุดิบจำนวนมากเพื่อมาต่อยอดอุตสาหกรรมภายใน อาทิ อุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร

หากเป็นสินค้าแปรรูปและบริการ จีเป็นตลาดที่ต้องการสินค้าที่หลากหลาย และหลายระดับ ขึ้นอยู่กับกำลังซื้อและรสนิยมของประชาชนในแต่ละมณฑลในแต่ละพื้นที่ที่กว้างใหญ่ของจีน

การเข้ามาทำธุรกิจกับจีน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน หรือค้าขาย ต้องศึกษาและวางเป้าหมายอย่างแน่ชัดว่าต้องการอะไร ทำอย่างไร  และในพื้นที่ใดในจีน

นอกจากนี้ ต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในจีนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง  โดยเฉพาะในด้านกฎระเบียบต่างๆ และปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ดังเช่นในกรณีของ Adidas ที่ได้กล่าวมาแล้ว

ฝันให้ไกล แล้วไปให้ถึงครับ!

เรามา จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน

 

ลิงค์บทความที่เกี่ยวข้อง
- สิ้นสุดกันที! ยุคของถูก ค่าแรงต่ำในจีน - กรณีศึกษาของ Adidas แล้วผู้ประกอบไทยควรปรับตัวยังไง? (ตอน 1/2) (10 กันยายน 2555)
- ปรับความคิด เปลี่ยนมุมมองต่อจีนในวันนี้ ผ่านการลงทุนของธุรกิจต่างชาติ  จากยุค Made in China สู่ยุค Made for China (17 กุมภาพันธ์ 2555)

 

************************************

25 กันยายน 2555
โดย: KS@NNG และนายกฤษณะ สุกันตพงศ์

Back to the list

More Related

  • ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางการจัดแสดงสินค้านานาชาติที่สำคัญในภูมิภาคเอเชีย และยังเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีที่มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่งในภูมิภาคและของโลก โดยในแต่ละปี ฮ่องกงจะมีงานจัดแสดงสินค้าอัญมณีขนาดใหญ่ถึง 3 ครั้งในเดือนมีนาคม มิถุนายน และกันยายน
  • นักท่องเที่ยวที่นิยมท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นกลุ่มใหญ่ ตามด้วยไกด์ที่ถือธงสีแดงผ่านสถานที่ท่องเที่ยว และศูนย์การค้าต่างๆ ได้กลายเป็นภาพติดตาที่ทุกคนต่างเรียกว่า “กรุ๊ปทัวร์จีน”
  • เมื่อวันที่ 7-10 พ.ค. 2556 ฮ่องกงได้มีการจัดงานมหกรรมอาหารและเครื่องดื่มนานาชาติ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “HOFEX” ขึ้นที่ Hong Kong Convention and Exhibition Centre โดยงานดังกล่าวเป็นงานมหกรรมอาหารที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีผู้ประกอบการด้านอาหารและเครื่องดื่มร่วมออกบูธจำนวนกว่า 1,900 ราย จาก 48 ประเทศทั่วโลก และสามารถดึงดูดผู้เที่ยวชมได้ถึง 35,000 ราย ในโอกาสดังกล่าว บีไอซีได้เดินทางไปเที่ยวชมงานและเที่ยวชิมอาหารจากนานาประเทศทั่วโลก รวมถึงสัมภาษณ์ผู้ประกอบการไทยที่มาร่วมงานด้วย จึงขอนำข้อมูลที่น่าสนใจมาฝากทุกท่าน ดังนี้
  • สถานกงสุลใหญ่ ณ นครคุนหมิง จัดงานเทศกาลอาหารและวัฒนธรรมไทย ณ นครฉางซา มณฑลหูหนาน (Thai Food and Culture Festival 2013, Changsha) ระหว่างวันที่ 9-12 พฤษภาคม 2556 ณ ห้างสรรพสินค้า ID Mall โดยได้รับความร่วมมือจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ นครหนานหนิง และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) สาขานครคุนหมิง
  • ในบทความนี้ ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน (BIC) ขอพาท่านไปดูกันว่า การจะเปิดร้านอาหารไทยในจีนนั้น มีกฎระเบียบอะไรที่ต้องคำนึงถึง และมีขั้นตอนยากง่ายประการใด

สถานการณ์ในต่างประเทศ