
วันนี้ บีไอซีจะพาทุกท่านไปเที่ยวชมงานจัดแสดงอัญมณีและเครื่องประดับที่ฮ่องกงในงาน Jewellery & Gem Fair 2012 โดยงานดังกล่าวนับเป็นงานจัดแสดงอัญมณีที่ใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก เพราะมีการจัดควบคู่กันถึง 2 แห่งในฮ่องกง โดยระหว่างวันที่ 19-23 กันยายน 2555 มีการจัดงานที่ AsiaWorld-Expo และวันที่ 21-25 กันยายน 2555 มีการจัดงานที่ Hong Kong Convention and Exhibition Centre ซึ่งมีผู้ประกอบการด้านอัญมณีจากกว่า 40 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วม อาทิ สหรัฐอเมริกา เบลเยี่ยม สเปน อิตาลี จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ เป็นต้น โดยสามารถดึงดูดผู้เชี่ยวชาญและนักธุรกิจด้านอัญมณีจากกว่า 150 ประเทศให้มารวมตัวกัน จึงไม่น่าแปลกใจที่งานดังกล่าวจะเป็นเวทีสำคัญในการค้าและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สินค้าอัญมณีที่ยิ่งใหญ่ในภูมิภาคเอเชีย
บีไอซีได้ไปเที่ยวชมงานฯ ที่ Hong Kong Convention and Exhibition Centre และพบว่า ภายในงานมีการแบ่งโซนตามประเภทสินค้าและประเทศที่ผลิต ได้แก่ Fine Gem Pavilion ประกอบด้วยบูธจัดแสดงอัญมณีที่ยังไม่ขึ้นรูป Fine Design Pavilion ประกอบด้วยบูธจัดแสดงเครื่องประดับอัญมณี Hong Kong Premier Pavilion ประกอบด้วยบูธจากผู้ประกอบการฮ่องกง และ International Premier Pavilion ประกอบด้วยบูธจากผู้ประกอบการต่างชาติ โดยในส่วนของประเทศไทยนั้น มีผู้ประกอบการกว่า 40 รายมาจัดแสดงสินค้า และผู้ประกอบการส่วนใหญ่ต่างพูดเป็นเสียงเดียวว่า งาน Jewellery & Gem Fair ที่ฮ่องกงเป็นงานที่ยิ่งใหญ่และสามารถดึงดูดผู้ซื้อที่มีศักยภาพจากทั่วโลก มารวมตัวกันในที่เดียวได้ ดังนั้น การมาร่วมงานที่นี่จึงคุ้มค่า เนื่องจากได้รับผลตอบรับที่ดีเยี่ยม
คุณวันเพ็ญ มณีเวศย์วโรดม กรรมการบริหารบริษัท K&N Gems ซึ่งเป็นผู้ค้าและผู้ผลิตเครื่องประดับอัญมณีเปิดเผยว่า แม้เศรษฐกิจในยุโรปและสหรัฐอเมริกาจะยังคงมีความผันผวน แต่ผลตอบรับจากการเข้าร่วมงานฯ ค่อนข้างดี โดยมีลูกค้าต่างชาติ โดยเฉพาะชาวรัสเซีย มาซื้อเครื่องประดับไปเป็นจำนวนมากตั้งแต่วันแรก ๆ แสดงให้เห็นว่า ภาวะซบเซาของตลาดโลกไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอัญมณีมากนัก เพราะกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงอยู่แล้ว โดยจุดแข็งของอัญมณีไทย ได้แก่ ฝีมือการออกแบบที่โดดเด่นและทักษะการเจียระไนที่ละเอียดประณีต
ด้านคุณธิติ เอกบุญยืน นายกสมาคมผู้ค้าอัญมณีและเครื่องประดับจันทบุรี เปิดเผยว่า ไทยมีจุดแข็งด้านการ “เผาพลอย” หรือการผลิตพลอยเนื้อแข็ง ซึ่งฝีมือของช่างไทยขึ้นชื่อเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก โดยทักษะการเผาพลอยนี้จะถ่ายทอดกันเฉพาะสมาชิกในครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งต้องใช้เวลากว่า 20 ปี จึงจะได้แรงงานที่มีความชำนาญ อย่างไรก็ดี ไทยยังขาดทักษะด้านการตลาด ทำให้ยังเสียเปรียบประเทศคู่แข่งอื่น ๆ อาทิ อินเดีย และจีน ซึ่งผู้ประกอบการไทยควรสร้างโอกาสทางการแข่งขัน ได้แก่ การมาร่วมงานจัดแสดงสินค้าใหญ่ ๆ ระดับนานาชาติเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์สินค้าและหาฐานลูกค้าที่หลากหลาย นอกจากนี้ การรวมกลุ่มกันของผู้ประกอบการด้านอัญมณียังเป็นการสร้างอำนาจในการต่อรองและแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารในวงการอัญมณีด้วย
คุณธิติฯ กล่าวถึงความท้าทายในการผลักดันอัญมณีไทยสู่ตลาดโลกว่า ไทยยังขาดแหล่งวัตถุดิบที่มีความสม่ำเสมอและขาดความรู้เกี่ยวกับกฎระเบียบด้านการซื้อ-ขายแร่อัญมณีในต่างประเทศ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยบางรายอาจทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัวเมื่อเข้าไปซื้อแร่อัญมณีในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศแถบแอฟริกา ทั้งนี้ คุณธิติฯ เห็นว่า รัฐบาลสามารถให้ความช่วยเหลือโดยการให้บริการด้านข้อมูลข่าวสาร และการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประเทศที่เป็นแหล่งวัตถุดิบอัญมณีเพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งคุณธิติฯ มีความเชื่อมั่นว่า อุตสาหกรรมอัญมณีของไทยยังมีศักยภาพในการพัฒนาต่อไปได้อีกมาก โดยเฉพาะเมื่อประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก้าวสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Asean Economics Community—AEC) ในปี 2558 ซึ่งไม่เพียงแต่จะเป็นการขยายโอกาสทางการค้า แต่จะเป็นการขยายฐานการผลิต โดยผู้ประกอบการไทยจะสามารถนำเข้าวัตถุดิบจากพม่าและลาวได้สะดวกขึ้น ในขณะเดียวกันก็สามารถส่งออกสินค้าอัญมณีไปขายยังประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนได้อย่างเสรี ทั้งนี้ การค้าการลงทุนที่เสรีดังกล่าวจะมีส่วนช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรมอัญมณีไทยมีศักยภาพและเป็นที่รู้จักแพร่หลายในตลาดโลกมากยิ่งขึ้น
