กระทรวงการต่างประเทศสำรวจรัฐอัสสัม เตรียมเส้นทางเชื่อมโยงไทย-อินเดีย
เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศส่งคณะผู้แทนไปสำรวจพื้นที่ภาคอีสานของอินเดีย เพื่อศึกษาความพร้อมของอินเดียตะวันออกเฉียงเหนือในการเป็นสะพานเชื่อด้านการค้าการลงทุน ระหว่างอินเดียกับอาเซียน
ในการเดินทางครั้งนี้ คณะซึ่งนำโดยรองอธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา นางศริกานต์ พลมณี รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ นางรัตติกุล จันทร์สุริยา อัครราชทูตประจำสถานทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ เจ้าหน้าที่กรมเอเชียใต้ฯ ตลอดจนผู้สื่อข่าวจากหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ได้ลงพื้นที่รัฐอัสสัม ซึ่งหนึ่งใน 8 รัฐทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียที่เป็นประตูสู่อินเดียแผ่นดินใหญ่ที่สำคัญ
โดยในระหว่างการเยือนเมืองกูวาฮาติ เมืองหลวงของรัฐอัสสัม ซึ่งเป็นรัฐที่มีขนาดใหญ่และมีประชากรมากที่สุดในภาคอีสานอินเดีย (ประมาณ 30 ล้านคน) และถือเป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนที่สำคัญของภูมิภาค คณะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากรัฐบาลอัสสัม โดยได้รับอนุญาตให้เข้าพบหารือกับนาย Jitesh Khosla ปลัดประจำสำนักงานมุขมนตรี (Chief Secretary) ซึ่งเป็นข้าราชการระดับสูงสุดของรัฐ โดยมีผู้แทนหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมหน้า
นาย Khosla กล่าวว่า “อินเดียมีนโยบายมุ่งตะวันออก (Look East Policy) และต้องการมีปฏิสัมพันธ์กับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐอัสสัมมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่สำคัญอย่างยิ่ง (critically placed) และสามารถส่งเสริมนโยบายดังกล่าวของรัฐบาลกลางอินเดียได้ดี”
ด้านรองอธิบดีกรมเอเชียใต้ฯ กล่าวว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียเป็นภูมิภาคที่คนไทยคุ้นเคย มีความสำคัญ และมีความเชื่อมโยงกับประเทศไทย โดยเฉพาะด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และศาสนาพุทธ โดยชาวไทอาหมซึ่งอพยพมาจากจีน ผ่านภาคเหนือของไทยและมาตั้งถิ่นฐานอยู่ในรัฐอัสสัม จึงควรอาศัยความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมเพื่อส่งเสริมความร่วมมือในมิติอื่นๆ
ด้านการค้าและการลงทุน ผู้แทนระดับสูงจากกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมรัฐอัสสัมกล่าวว่า สาขาที่รัฐอัสสัมต้องการการลงทุนจากต่างประเทศในขณะนี้ ได้แก่ พลังงาน การปรับปรุงสนามบิน โรงแรม การท่องเที่ยว โดยในเรื่องพลังงาน รัฐอัสสัมให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด (Green Energy) พลังงานแสงอาทิตย์ และโครงการพลังงานน้ำ ส่วนการแปรรูปอาหาร (food processing) ก็เป็นอีกสาขาที่ต้องการให้นักลงทุนไทยพิจารณาเข้ามาลงทุน นอกจากนี้ สาขาอื่นๆ ที่มีศักยภาพ ได้แก่ การทำผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่ การพัฒนา / ปรับปรุงถนน และทางหลวง (highway)
ปลัดรัฐอัสสมกล่าวเสริมว่า การปลูกผักปลอดสารพิษ (organic farming) และอุตสาหกรรมยา (pharmaceutical industries) เป็นสาขาที่กำลังเติบโตในอัสสัม ในด้านพลังงาน รัฐอัสสัมมีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แต่ยังขาดแคลนเทคโนโลยีการผลิต จึงยังไม่สามารถนำออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ทำให้ยังคงประสบภาวะขาดแคลนพลังงานอยู่
อัครราชทูตสุนทรฯ ให้ข้อมูลกับฝ่ายรัฐอัสสัมว่า ปัจจุบันการค้าไทย – อินเดีย มีมูลค่าประมาณ 8 พันล้าน USD ไทยส่งออกไปอินเดียประมาณ 5 พันล้าน USD และนำเข้าประมาณ 3 พันล้าน USD ทั้งสองประเทศอยู่ระหว่างจัดทำ FTA สินค้าส่งออกส่วนใหญ่จากไทยไปอินเดีย ได้แก่ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม แต่ยังมีโอกาสในการขยายตัวได้อีกมาก การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 ซึ่งมีประชากรรวมกันกว่า 600 ล้านคน จะทำให้อาเซียนเป็นตลาดใหญ่และเป็นโอกาสทางการค้าของรัฐอัสสัมด้วย เพราะสินค้าที่ส่งออกมาประเทศหนึ่ง จะสามารถเข้าอีก 9 ประเทศได้โดยไม่มีอัตราภาษีระหว่างกัน
นาย Khosla ชี้แจงว่า รัฐบาลกลางมีนโยบายที่ชัดเจนด้านการรับการลงทุนจากต่างชาติ เฉพาะในสาขาที่กำหนดไว้ โดยมีการจำกัดสัดส่วนการลงทุนจากต่างชาติ ซึ่งหากนักลงทุนต่างชาติรายใดประสงค์ได้รับการยกเว้นข้อจำกัดดังกล่าว จะต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติ (Foreign Investment Promotion Board: FIPB) ก่อน จึงจะสามารถลงทุนในสาขาดังกล่าวได้ ยกเว้นในสาขาที่สามารถลงทุนได้โดยอัตโนมัติ
สำหรับการลงทุนของต่างชาติในรัฐอัสสัม ปลัดรัฐอัสสัมแจ้งว่า ปัจจุบัน นักลงทุนส่วนใหญ่ในรัฐอัสสัมมาจากทวีปยุโรป (ลงทุนด้านพลังงานน้ำมันและก๊าซ) และจากญี่ปุ่น ยังไม่มีนักลงทุนจากไทยเข้ามาลงทุน ทั้งนี้ อุตสาหกรรมพลาสติกและโพลีเมอร์ ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการผลิตก๊าซธรรมชาติ ก็เปิดรับการลงทุนจากต่างชาติ เช่นเดียวกับการพัฒนาทางหลวงชนบทที่เปิดรับการลงทุนเช่นเดียวกัน โดยอาจกระทำได้ 3 ลักษณะ คือ 1) ลงทุนเพื่อพัฒนาถนน 2) ลงทุนในธนาคารวัสดุอุปกรณ์ และ 3) ลงทุนเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถ (capacity building) ในด้านการก่อสร้างถนน
การก่อสร้างอาคารบ้านเรือนกำลังมีให้เห็นเกลื่อนกลาดในกูวาฮาติ
คณะผู้แทนไทยได้แจ้งให้รัฐอัสสัมทราบว่า ปัจจุบัน มีเอกชนไทยรายใหญ่หลายรายมาลงทุนแล้วในอินเดีย ในสาขาที่น่าจะมีศักยภาพในอัสสัม ไม่ว่าจะเป็น บริษัท Italian-Thai Development (ITD) ที่รับก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เช่นท่าอากาศยาน และมีประสบการณ์รับเหมาก่อสร้างเขื่อนในรัฐหิมาจัลประเทศ และสนามบินที่กัลกัตตาด้วย รวมถึงบริษัท CP เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ด้านการแปรรูปอาหารในอินเดีย โดยเฉพาะเนื้อไก่และสัตว์น้ำ และบริษัทศรีไทยซุปเปอร์แวร์ ซึ่งลงทุนในด้านอุตสาหกรรมพลาสติก และกำลังจะตั้งโรงงานผลิตภัณฑ์เมลามีนในรัฐคุชราต
สภาพถนน AH1 ที่กำลังได้รับการพัฒนา
เมื่อได้รับการสอบถามถึงความพร้อมของรัฐอัสสัมในการเชื่อมโยงทางถนนกับอาเซียน ผู้แทนจาก Infrastructure, National Highway และ Rural Roads Development กล่าวว่า รัฐอัสสัมเป็นศูนย์กลางด้านความเชื่อมโยงไปสู่ภูมิภาคอาเซียน ผ่านทาง Asian Highway 1 (AH1) โดยเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างรัฐอัสสัมถึงเมียนมาร์นั้น ส่วนใหญ่ได้ก่อสร้างเสร็จสิ้นแล้ว เหลือเพียงบริเวณจุดเชื่อมต่อโคฮิมา – อิมผาล (Kohima – Imphal) ระหว่างรัฐนาคาแลนด์และรัฐมณีปุระเท่านั้นที่ยังต้องได้รับการพัฒน ทั้งนี้ ทางหลวงในภาคอีสานของอินเดียที่จำเป็นต้องได้รับการพัฒนานั้น มีระยะทางรวมกันกว่า 3,000 กม. จึงมีศักยภาพในการเปิดรับการลงทุน โดยไม่จำกัดว่า ผู้ลงทุนจะต้องเป็นภาครัฐหรือภาคเอกชน
การท่องเที่ยวยังเป็นอีกสาขาหนึ่งที่รัฐอัสสัมมีศักยภพาและต้องการส่งเสริมในกลุ่มนักเดินทางต่างประเทศ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยว นาย V S Bhaskar กล่าว่า รัฐอัสสัมเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวของภาคอีสานของอินเดีย และมีสถานที่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก 2 แห่ง (Kaziranga Wildlife Sanctuary และ Manas Wildlife Sanctuary) รัฐบาลรัฐอัสสัมต้องการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เชิงผจญภัย และเชิงศาสนา (พุทธและฮินดู) รัฐอัสสัมมีวัดพุทธหลายแห่ง เช่น วัดไทนำผาเก (Namphakey) ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เคยเสด็จฯ ในปี 2552 รวมทั้งการท่องเที่ยวร่วมกับกิจกรรมตีกอล์ฟ (Golf tourism) โดยปัจจุบันรัฐอัสสัมมีสนามกอล์ฟที่ได้มาตรฐานหลายแห่ง
การท่องเที่ยวชมแรดนอเดียวเป็นกิจกรรมสุดฮิตของนักท่องเที่ยวตะวันตก
สำหรับโอกาสการลงทุนในสาขาท่องเที่ยวนั้น รัฐบาลรัฐอัสสัมมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) และประสงค์จะร่วมมือกับไทยเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวของรัฐ อาทิ ในด้านการโรงแรม การท่องเที่ยวเพื่อแสวงบุญพระพุทธศาสนา เส้นทาง อัสสัม – อรุณาจัลประเทศ (Assam – Arunachal Pradesh Buddhist Circuit) การท่องเที่ยวเส้นทางสนามกอล์ฟ (Golf Circuit) และการท่องเที่ยวเส้นทางสายมรดกชา (Tea Heritage Circuit) รวมทั้งต้องการการสนับสนุนจากไทย เพื่อฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวของรัฐอัสสัมด้วย
นาย Anurag Singh ผู้จัดการใหญ่ การท่องเที่ยวอัสสัม ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า นักท่องเที่ยวในรัฐอัสสัม 3 อันดับแรกมาจากทวีปยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ยังไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวไทยมากนัก ส่วนเรื่องการลงทุนร่วมภาครัฐและเอกชน (PPP) นั้น อาจทำได้หลายลักษณะ เช่น การลงทุนร่วม (joint venture) หรือการทำข้อตกลงสัมปทาน (concession agreements) เป็นระยะเวลา 20 – 30 ปี แล้วแต่ประเภทของกิจการ ซึ่งหากไม่ถูกจำกัดด้วยกรอบนโยบาย ก็สามารถตกลงกันได้อย่างเสรี
ทั้งนี้ ฝ่ายไทยโดยสำนักงาน สพร. ได้เสนอให้ความช่วยเหลือทางวิชาการในการอบรมพัฒนาบุคลากรการท่องเที่ยว ผ่ายการประสานงานกับสถานทูตไทย หรือ สำนักงาน ททท. ประจำกรุงนิวเดลี ซึ่งดูแลภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย
นอกจากนี้ คณะผู้แทนไทยยังได้มีโอกาสพบปะกับผู้แทนสภาหอการค้าอัสสัม (Assam Chamber of Commerce - ACC) โดยได้หารือกับนาย Rupam Goswami ประธาน ACC และสมาชิก โดยได้แลกเปลี่ยนทัศนะเกี่ยวกับศักยภาพทางเศรษฐกิจและโอกาสทางธุรกิจของไทยในรัฐอัสสัม ACC ย้ำถึงความสำคัญของความเชื่อมโยงทางอากาศ โดยเสนอให้ บ.การบินไทยขยายเส้นทางบินมายังเมืองกูวา-ฮาติ (เมืองหลวงของรัฐอัสสัม)
คณะฯ แจ้งว่า ฝ่ายไทยกำลังพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะเปิดเส้นทางบิน กรุงเทพฯ - มัณฑะเลย์ - กูวาฮาติ / อิมผาล เพื่อให้กลุ่มลูกค้าหลากหลายมากขึ้น และเพื่อความคุ้มทุน รวมทั้งได้แจ้งความคืบหน้าของโครงการถนนสามฝ่าย ไทย - เมียนมาร์ - อินเดีย ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการส่งเสริมความเชื่อมโรงระหว่างภูมิภาคเอเชียใต้กับอาเซียน รวมทั้งการพัฒนาโครงข่ายรถไฟและการขนส่งทางเรือในภูมิภาค นอกจากนี้ ACC ยังเสนอแนะให้ไทยพิจารณาจัดตั้ง Thailand Information Centre ที่เมืองกูวาฮาติเพื่อประชาสัมพันธ์ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับประเทศไทย
ทั้งนี้ คณะผู้แทนไทยได้ตั้งข้อสังเกตว่า รัฐอัสสัมมีความเชื่อมโยง ผูกพันด้านเชื้อชาติและวัฒนธรรมกับไทยมายาวนาน กอปรกับมีที่ตั้งที่ค่อนมาทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ชาวอัสสัมส่วนใหญ่รู้สึกคุ้นเคยใกล้ชิดกับไทย รู้จักประเทศไทยเป็นอย่างดี ชื่นชอบสินค้าไทยมาก และต้องการเรียนรู้ประสบการณ์จากไทย โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว
โดย กองเอเชียใต้
กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา
กระทรวงการต่างประเทศ
18 มิถุนายน 2557
18 มิถุนายน 2557
แหล่งข้อมูล:
Trade & investment opportunities
อินเดีย, ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
