
ประวัติและชนิดของข้าว
“ข้าว”ธัญญาหารหลักของชาวโลกจัดเป็นพืชสายพันธุ์เดียวกับหญ้า ซึ่งนับได้ว่าเป็นหญ้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และมีความหลากหลายทางชีวภาพ สามารถปลูกขึ้นได้ง่ายมีความทนทานต่อทุกสภาพภูมิประเทศในโลก ไม่ว่าจะเป็นถิ่นแห้งแล้งแบบทะเลทราย พื้นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึง หรือแม้กระทั่งบนเทือกเขาที่หนาวเย็น ข้าวก็ยังสามารถงอกงามขึ้นมาได้อย่างทรหดอดทน
ข้าวชนิดแรกที่มนุษย์รู้จักนำมากินคือ ข้าวป่า จากหลักฐานที่พบทำให้สันนิษฐานได้ว่าเมื่อประมาณ 16,000-13,000 ปีที่แล้ว ยุคน้ำแข็งใกล้สิ้นสุดลง สัตว์ใหญ่หลายชนิดเริ่มสูญพันธุ์ไป มนุษย์จึงต้องลดบทบาทการล่าสัตว์แล้วหันมาสะสมข้าวป่าและพืชเพื่อเป็นอาหารแทน
นาย Richard S. Macheish นักโบราณคดีชาวอเมริกัน ผู้ซึ่งทำการศึกษาสถานที่ทางประวัติศาสตร์ของจีนแผ่นดินใหญ ในปี 2536 มีหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าประเทศจีน คือ แหล่งกำเนิดของการปลูกข้าว เพราะได้พบร่องรอยของข้าวป่าที่มีอายุถึง 16,000 ปี และข้าวที่ปลูกอายุกว่า 9,000 ปี โดยพิจารณาจากการขุดพบหลักฐานข้าวไหม้ที่ติดอยู่กับเศษภาชนะ รวมทั้งเศษต้นข้าวสมัยโบราณที่ขุดได้จากถ้ำ 2 แห่งในหุบเขาเมืองหนานชาง ( Nanchang ) เมืองหลวงของมณฑลเจียงสี (Jiangxi) ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน สายพันธุ์ของพืชตระกูลข้าว ที่มีอยู่บนโลกนี้มีมากถึง 120,000 สายพันธุ์ แต่พันธุ์ที่รู้จักและนำมาปลูกสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดคือ Oryza Savita ที่นิยมเพาะปลูกในทวีปเอเชีย และ Oryza glaberrina ที่นิยมเพาะปลูก ในทวีปแอฟริกา แต่ข้าวที่ปลูกและซื้อขายกันในตลาดโลกเกือบทั้งหมดจะเป็นข้าวจากทวีปเอเชีย แบ่งเป็น 3 กลุ่มตามลักษณะและพื้นที่ปลูกได้ดังนี้
1. ข้าวอินดิกา (Indica) หรือข้าวเจ้า เป็นข้าวที่มีลักษณะเม็ดเรียวยาวรี ลำต้นสูง ตั้งชื่อมาจากแหล่งที่ค้นพบครั้งแรกในประเทศอินเดีย เป็นข้าวที่นิยมเพาะปลูกในทวีปเอเชียเขตมรสุม ตั้งแต่ จีน เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ไทย อินโดนีเซีย ไปจนถึงอินเดียและศรีลังกา และแพร่กระจายไปทั่งเขตอุษาอาคเนย์ตั้งแต่หลัง พ.ศ. 1000 ทั่งเขตลุ่มน้ำอิระวดี และต่อมาแพร่ขยายเพาะปลูกในทวีปอเมริกา
2. ข้าวจาปอนิกา (Japonica) เป็นข้าวเหนียวเมล็ดป้อม กลมรี มีแหล่งกำเนิดจากทางภาคเหนือ แล้วผ่านมาทางลุ่มแม่น้ำโขง ในสมัยก่อนพุทธศตวรรษที่ 20 หลังจากนั้นลดจำนวนลงไปแพร่หลาย ในเขตอบอุ่นที่ญี่ปุ่น เกาหลี รัสเซีย ยุโรป และอเมริกา
3. ข้าวจาวานิกา (Javanica) เป็นข้าวลักษณะเมล็ดป้อมใหญ่สันนิษฐานว่า เป็นข้าวพันธุ์ผสมระหว่างข้าวอินดิกาและจาปอนิกา นิยมเพาะปลูกใน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน หมู่เกาะริวกิว และญี่ปุ่น แต่ไม่ค่อยได้รับความนิยมนักเพราะให้ผลผลิตต่ำ ประเทศต่างๆในโลกต่างก็มีการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวใหม่ เพิ่มพื้นที่การเพาะปลูกข้าวและวิธีการปลูกข้าวให้ได้ปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น
ประวัติความเป็นมาของ “ข้าว”ในประเทศจีน จากหลักฐานการรวบรวมตำราก่วนจื่อ(The warring States Period 475-227 B.C)ที่ว่าด้วยกฎหมาย หลักแนวคิดหลู่ (The Confucianists) รวมไปถึงหลักฐานที่ปรากฎในตำราของนักปราชญ์ที่ชื่อว่าหลูกู่(Lugu )ที่ปรากฎข้อความเกี่ยวกับความเป็นมาของข้าวจีนเอาไว้ว่า เป็นการปลูกข้าวโดยใช้น้ำ(ข้าวนาลุ่ม) หมายถึงเป็นระบบการทำนาที่ต้องพึ่งระบบชลประทานโดยเรียกกันว่า “五谷(Five Cereals)” โดยในยุคจ้านกั๋วได้เริ่มมีการนำเครื่องมือทางการเกษตรมาใช้ในขั้นตอนการทำงาน รวมไปถึงการพัฒนาระบบชลประทานเช่น ระบบระบายน้ำ河北漳(ในช่วงปีก่อนพุทธศักราช 455-396) ฝายกั้นน้ำ四川都江堰 (ช่วงก่อนปีพุทธศักราช 256) ระบบระบายน้ำ陕西郑国渠(ช่วงก่อนพุทธศักราช 246) เป็นต้น จนมาถึงช่วงปลายราชวงศ์หมิงเริ่มเข้าสู่ยุคราชวงศ์ชิง พบว่ามีการปลูกข้าวกว่า 3,400 ชนิดในพื้นที่ 16 มณฑล กว่า223 เขต และในช่วงสมัยการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อปี 1949 การพัฒนาระบบด้านการเพาะปลูกของจีนยังคงพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ จนเมื่อปี 1984 พื้นที่เพาะปลูกนาลุ่มของทั้งประเทศอยู่ที่ 33,178,000 เฮกตาร์ ปริมาณผลผลิตเฉลี่ยต่อเฮกตาร์อยู่ที่ 5,370 กิโลกรัม
ปัจจุบันข้าวจีนปลูกกระจายในหลายพื้นที่ของประเทศ อาทิเช่น พื้นที่บริเวณตอนเหนือของประเทศ(พื้นที่มณฑลเฮยหลงเจียง มณฑลจี๋หลิน) พื้นที่บริเวณภาคตะวันออกเฉียงใต้(มณฑลเจียงซี มณฑลอันฮุย)เป็นต้น โดยทั้ง 2 แหล่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าวขนาดใหญ่ของจีนและเป็นฐานการผลิตใหญ่อีกด้วย
จีนกับนโยบายการผลิตและส่งออกข้าว
ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมการปลูกข้าวและรับประทานข้าวมาอย่างยาวนาน และเป็นประเทศที่มีปริมาณการผลิตข้าวสูงเป็นอันดับต้นๆของโลก ปัจจุบันประเทศจีนยังแปรสภาพตัวเองจากประเทศที่ต้องนำเข้าข้าวจากต่างประเทศมาเป็นประเทศผู้ส่งออกข้อมูลจากองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติระบุไว้ว่าประเทศจีนส่งออกข้าวเป็นอันดับ 6 ของโลก(ปี 2553) และมีปริมาณการผลิตข้าวมากที่สุดในโลก

ภาพรวมการค้าข้าวของจีน
การส่งออก จีนนับว่าเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก ถึงแม้ว่าในแต่ละปีจีนจะส่งออกข้าวเป็นมูลค่าถึง 300 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่จีนก็ยังพยายามที่จะเพิ่มความสามารถในการผลิต ทั้งนี้เนื่องจากความต้องการบริโภคภายในประเทศที่มีมากขึ้น
จากข้อมูลกรมสถิติปี 2554 เดือนกรกฎาคมรายงานว่าปัจจุบันประเทศจีนส่งออกข้าวไปยังประเทศเกาหลีใต้ (133,683ตัน) เกาหลีเหนือ(29,895ตัน) ญี่ปุ่น (16,251.8ตัน) แอฟริกาใต้(20,000 ตัน) เป็นหลัก รวมแล้วกว่า 233,435.7 ตัน แต่ถึงอย่างไรก็ตามการที่ประเทศจีนสามารถส่งออกข้าวไปยังต่างประเทศนั้น ก็มิได้หมายความว่าประเทศจีนจะหยุดการนำเข้าข้าวจากต่างประเทศโดยสิ้นเชิง

ตารางแสดงการนำเข้า-ส่งออกข้าวจีน หน่วย: หมื่นตัน
การนำเข้า จากข้อมูลพบว่าปริมาณการนำเข้าข้าวของจีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ใน 8 เดือนแรกของปี 2554 จีนนำเข้าสินค้าข้าวชนิดต่างๆ รวมทั้ง ข้าวบาเลย์ ข้าวสาลี รวมเป็นมูลค่า 954 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 16 แบ่งเป็น ข้าวสาร มูลค่า 291 ล้านเหรียญสหรัฐ
ในปัจจุบันจีนยังนำเข้าข้าวจากประเทศไทยกว่า 292,492 ตัน มูลค่ากว่า 6,876.6 ล้านบาท (ข้อมูลปี 2553) ซึ่งเป็นเพราะความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งมีรายได้สูงขึ้น มีกำลังจับจ่ายมากขึ้นมองหาข้าวคุณภาพดีขึ้นรับประทาน
จากข้อมูลสำนักงานการค้า นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศไทยนับเป็นประเทศที่มีการส่งออกข้าวมายังจีนมากที่สุด โดยมีส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ 60-80 รองลงมาคือประเทศเวียดนาม ในปี 2553 มีส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ 10 และใน 8 เดือนแรกปี 2554 มีส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ 35 ทั้งนี้ในปัจจุบันเวียดนามได้เพิ่มกำลังการผลิตและส่งออกข้าวมายังจีนมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกข้าวของไทยในจีนเนื่องจากข้าวของเวียดนามมีราคาถูกกว่าข้าวไทย
มาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมข้าวของจีน
ส่งเสริมการวิจัยพันธุ์ข้าว
ปัจจุบันจีนมีความสามารถในการเพิ่มผลผลิตข้าวต่อไร่ที่สูงขึ้นทุกปี เนื่องจากรัฐบาลจีนให้การสนับสนุนทางด้านเงินทุนและเทคโนโลยี จีนก่อตั้งหน่วยงานวิจัยทางด้านข้าว CNRRI (China National Rice Research Institution)เพื่อวิจัยข้าวโดยเฉพาะและมีการกระจายศูนย์วิจัยไปยังพื้นที่ต่างๆอีกด้วย การที่รัฐบาลให้ความสำคัญต่อประเด็นการปลูกและพัฒนาสายพันธุ์ข้าวเป็นเพราะปัจจุบันจีนมุ่งหวังที่จะเป็นครัวของโลก จึงมีความพยายามที่จะพัฒนาข้าวที่เป็นอาหารหลักของคนเกือบทั่วโลกให้เป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศ ซึ่งประเทศจีนก็ประสบความสำเร็จในการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ข้าวที่สามารถให้ผลผลิตต่อไรที่สูงมาก ซึ่งปัจจุบันได้มีการคิดค้นข้าวสายพันธุ์ “ซุปเปอร์ไรซ์ (Super Hybrid Rice)”ขึ้นโดยสำนักงานการเกษตรของจีน โดยได้ให้ข้อมูลถึงการวิจัยข้าวข้ามสายพันธุ์ชนิดนี้สามารถให้ผลผลิตต่อไร่สูงสุดถึง 2,224 กิโลกรัมหรือกว่า 13,400กิโลกรัม/เฮกตาร์ ข้อดีของข้าวพันธุ์ผสมก็คือสายพันธุ์จะมีความทนต่อโรคและศัตรูพืชมากขึ้นจึงทำสามารถเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้สูงขึ้น
ต่อสู้แมลงและศัตรูพืชด้วยข้าวพันธุ์ผสม
ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศจีนพัฒนาโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจรุดหน้าไปมาก โดยเฉพาะนโยบายและแผนพัฒนาประเทศ จีนมีการเตรียมพร้อมในการรองรับประชากรของประเทศที่เพิ่มขึ้นด้วยการให้ความสำคัญต่อการพัฒนาภาคการเกษตร การสนับสนุนงบประมาณด้านการวิจัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าเกษตรต่างๆ ในส่วนของการพัฒนาและการวิจัยข้าวประเทศจีนมีศาสตราจารย์หยวน หลงผิง ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งข้าวพันธุ์ผสมจีน
ปัจจุบันมีการคิดค้นข้าวพันธุ์ผสมหลายสายพันธุ์ให้เหมาะกับสภาพในแต่ละพื้นที่ ข้าวลูกผสมเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆและกระจายไปยังประเทศอื่นๆอาทิเช่นเวียดนาม อินเดียเพราะข้าวพันธุ์ผสมนอกจากจะให้ผลผลิตต่อไร่ที่สูงกว่าแล้วยังทนทานต่อโรคและศัตรูพืช เช่นพวกเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ที่มักเป็นศัตรูตัวฉกาจทำลายผลผลิตของชาวนามานาน นอกจากนั้นข้าวพันธุ์ผสมยังสามารถปรับตัวเข้ากับสภาวะเเวดล้อมได้ดีกว่าข้าวสายพันธุ์เก่า ทนต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาวะโลก รวมไปถึงสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในเรื่องรสชาติ กลิ่นหอมได้ดีกว่า
ลดพื้นที่การปลูกข้าวคุณภาพต่ำ สนับสนุนการปลูกข้าวคุณภาพดีให้มากขึ้น
รัฐบาลจีนเริ่มตื่นตัวและให้ความสนใจการปลูกและผลิตข้าวในประเทศตั้งแต่ช่วงปีพ.ศ 2542 โดยข้าวที่ปลูกในจีนสมัยก่อนล้วนแต่เป็นข้าวคุณภาพต่ำ(早籼米) ผู้บริโภคส่วนมากของประเทศไม่นิยมข้าวประเภทนี้ รัฐบาลจึงได้ยกเลิกนโยบายการประกันราคาและการรับซื้อข้าวคุณภาพต่ำในปีนั้น รวมไปถึงประกาศยกเลิกนโยบายการรับซื้อข้าวในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ เพื่อลดจำนวนพื้นที่การปลูกข้าวประเภทนี้ลง รวมไปถึงการสนับสนุนให้ชาวนาหันมาปลูกข้าวที่มีคุณภาพดีขึ้น โดยแบ่งราคาการรับซื้อออกตามประเภทและคุณภาพของข้าวสูงกว่าข้าวธรรมดาถึงร้อยละ 5-10 เมื่อชาวนาทราบว่าการขายข้าวคุณภาพดีได้ราคาที่สูงขึ้น จึงหันมาปลูกข้าวคุณภาพดีไปโดยปริยาย รัฐบาลยังได้ประกาศมาตรฐานคุณภาพข้าวขึ้นมาใหม่ในปีพ.ศ 2542เพื่อทดแทนมาตรฐานเดิมที่ใช้กันมาตั้งแต่ปีพ.ศ 2529
นโยบายสนับสนุนอื่นๆ ได้แก่
1. การจัดสรรเงินช่วยเหลือ ปัจจุบันประเทศจีนมีฐานการผลิตข้าวกว่า 200 บริษัท รัฐบาลจัดสรรเงินสินเชื่อพิเศษให้แก่บริษัทผู้ผลิตเหล่านี้เป็นเงินกว่า 2 พันล้านหยวน เพื่อเป็นการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตข้าวในท้องถิ่นนั้นๆ
2. การพัฒนาและขยายระบบเทคโนโลยีการเกษตร ซึ่งจีนเน้นการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการเกษตร
3. การปรับปรุงขั้นตอนการผลิตสินค้าเกษตรให้สอดคล้องกับระบบนิเวศน์
4. การออกสำรวจปริมาณข้าวทั่วประเทศและจัดทำเป็นสถิติตั้งแต่ปีพ.ศ 2544
5. การคุ้มครองพื้นที่ปลูกข้าว โดยรัฐบาลไม่อนุญาตให้ทำการเปลี่ยนแปลงประเภทของที่ดินจากพื้นที่ ที่เคยปลูกข้าวหรือพืชเกษตรอย่างอื่นไปเป็นพื้นที่่อุตสาหกรรม หรือการสร้างอสังหาริมทรัพย์
6. การควบคุมการส่งออกสินค้าข้าว ปัจจุบันจีนดำเนินมาตรการการส่งออกข้าวอย่างเข้มงวด เนื่องจากเคยเกิดเหตุการณ์ขาดแคลนข้าวในท้องตลาด ทำให้ราคาข้าวพุ่งสูงซึ่งในปีพ.ศ 2536 และปีพ.ศ 2537 ปริมาณผลผลิตข้าวที่เก็บเกี่ยวได้ในจีนน้อยลง ปริมาณทั้งหมด 178 และ 176 ล้านตันตามลำดับและได้ส่งออกไปยังต่างประเทศถึง 133 และ 101ล้านตัน ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนข้าวในท้องตลาดอย่างรุนแรง ส่งผลให้ปัจจุบันมีการดำเนินนโยบายทางด้านการส่งออก ด้วยความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น อาทิ การออกระเบียบการจัดการการส่งออกข้าว เมื่อปีพ.ศ 2536กำหนดโควต้าในการส่งออกข้าว
7. ระบบสหกรณ์เครดิตในชนบท (Rural credit cooperatives) ชุมชนชนบทหลายแห่งได้นำระบบการแบ่งชั้นสินเชื่อในระบบ micro-loan มาใช้ประเมินค่าครัวเรือนทั้งหมดในหมู่บ้านเพื่อจัดประเภทให้ได้รับสินเชื่อที่แตกต่างกัน เงินกู้เหล่านี้จะใช้สำหรับซื้อปัจจัยการผลิต การลงทุนขนาดกลางเช่น การขุดบ่อน้ำ การซื้อปุ๋ย การซื้อปศุสัตว์ การก่อสร้างสวนเกษตร เป็นต้น ตั้งแต่ปี 2546 ที่ผ่านมา โครงการที่มีความซับซ้อนได้เข้ามาแทนที่เพื่อเป็นการปฏิรูปและสร้างความเข้มแข็งให้แก่สหกรณ์ในชนบทเล็กๆกว่า40,000 แห่งและเปลี่ยนมาเป็น องค์กรแบบ credit unions ธนาคารสหกรณ์(cooperative banks) และธนาคารพาณิชย์แทน ทั้งนี้ได้มีการจัดตั้งธนาคารออมทรัพย์ (postal savings bank) เพื่อเป็นแหล่งให้กู้ยืมเงินขนาดเล็กในชนบท(rural micro-lending)
หนิงเซี่ยกับอุตสาหกรรมข้าว
เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศจีนมี พื้นที่สำหรับการปลูกข้าวกระจายอยู่ในหลายมณฑลอาทิเช่น พื้นที่เขตมณฑลจี๋หลิน มณฑลเฮยหลงเจียง มณฑลเจียงซู มณฑลอันฮุย เป็นต้น แต่ที่ไม่อาจมองข้ามไปก็ได้แก่พื้นที่ปลูกข้าวจากเขตปกครองตนเองหนิงเซี่ย
ในอดีตหนิงเซี่ยได้มีการปลูกข้าวเพื่อบริโภคภายในครัวเรือนมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชิง(ปีค.ศ 1644-1911) ข้าวที่ปลูกในหนิงเซี่ยส่วนใหญ่มีกลิ่นหอมจากยางข้าวไม่มาก แต่เมื่อได้ทดลองหุงแล้วจะพบว่ามีกลิ่นที่หอมกว่าข้าวทั่วไปและมีความนุ่มมากกว่าเมื่อข้าวเย็นแล้ว
พื้นที่ปลูกข้าวที่สำคัญของหนิงเซี่ยได้แก่เมืองหลิงหวู่(灵武市) เมืองชิงถ่งเสีย(青铜峡市) เมืองหวู่จง(吴忠市)เมืองหย่งหนิง(永宁市) เมืองผิงหลัว(平罗市)โดยตัวเลขของพื้นที่เพาะปลูกข้าวของหนิงเซี่ยอยู่ที่ 1,278,000 หมู่(532,767ไร่) สำหรับปริมาณการผลิตตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤศจิกายน 2554 ที่ผ่านมาอยู่ที่ราว 740,000 ตัน (宁夏农村综合信息网(www.nxnc.gov.cn) ข้าวที่ปลูกในหนิงเซี่ยจะมีลักษณะของเมล็ดที่ยาวปานกลางไปจนถึงกลมสั้นซึ่งเป็นที่มาของการเรียกชื่อว่า “ข้าวไข่มุก” ของชาวยุโรปและอเมริกา
พันธุ์ข้าวที่สำคัญของหนิงเซี่ย
เขตปกครองตนเองหนิงเซี่ยมีสถาบันวิจัยทางด้านข้าวที่สำคัญ คือ 宁夏农林科学院农作物研究所(Ningxia Academy of Agriculture and Forestry Sciences) ทำหน้าที่คิดค้นสายพันธุ์และวิจัยข้าวพันธุ์ผสม รวมไปถึงการช่วยเหลือเกษตรกรในด้านการทำนาและวิจัยคิดค้นพืชเกษตรอย่างอื่นอาทิเช่น ข้าวโพด ข้าวสาลี ถั่ว เป็นต้น ปัจจุบันมีสายพันธุ์ข้าวที่สำคัญ ดังนี้

ยังมีอีกหลายสายพันธุ์ที่เคยเป็นที่นิยมต่อเกษตรกรในพื้นที่ แต่เนื่องจากปัญหาผลผลิตและโรคจากศัตรูพืชรวมไปถึงสภาพภูมิอากาศที่แล้งจัด ทำให้ปัจจุบันชาวนาในหนิงเซี่ยนิยมหันมาใช้ข้าวพันธุ์ผสมมากขึ้น โดยปัจจุบันสายพันธุ์ที่นิยมปลูกมักให้ผลผลิตโดยเฉลี่ยต่อไร่ไม่ต่ำกว่า 700 ก.ก/หมู่
ผลผลิตข้าวโดยรวมของหนิงเซี่ย Ningxia Statistical Yearbook 2011 P.313
ปัจจุบันเทคโนโลยีวงการข้าวของนครหยินชวนไม่ว่าจะเป็นในเขตผิงหลัว เขตเฮ่อหลาน เขตหย่งหนิง เขตหวู่หลิน เขตอู่จง เเละเขตชิงถงเสียที่ล้วนแต่เป็นเขตผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ของหนิงเซี่ย แบ่งเป็น 2 ช่วงฤดูทำนา ปกติในช่วงกลางเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคมจะเป็นช่วงการเติบโตของกล้าข้าว แต่เนื่องจากในช่วงสองเดือนนี้เป็นช่วงที่ยังมีอุณหภูมิต่ำอยู่ ซึ่งไม่เหมาะกับสภาพการเจริญเติบโตของต้นกล้าข้าว จึงมักเป็นผลให้ต้นข้าวที่ปลูกในช่วงนี้มักมีการเจิรญเติบโตที่ช้ามากขึ้นกว่าเดิมประมาณ 7-10 วัน แต่หากเป็นการปลูกข้าวในช่วงเดือนมิถุนายนซึ่งอุณหภูมิเฉลี่ยโดยประมาณอยู่ที่ 22.5-23.7 องศา ทำให้เป็นช่วงที่เหมาะแก่การเจริญเติบโตของต้นข้าวมากกว่า
รูปแบบการทำนาในหนิงเซี่ย
รูปแบบการทำนาข้าวมีปลายรูปแบบที่กำลังได้รับความนิยมจากชาวนาในหนิงเซี่ย แต่ที่ได้รับความนิยมที่สุดก็คือนาลุ่ม เนื่องจากเป็นประเภทนาที่มีการเพาะปลูกกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ ปัจจุบันนาอีกประเภทหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นได้แก่ ข้าวนาปู(蟹田米)ซึ่งเป็นการปลูกแบบไร้สารพิษ การปลูกข้าวด้วยนาชนิดนี้มีขั้นตอนการเตรียมงานที่ยุ่งยาก แต่สามารถสร้างผลกำไรได้เป็นอย่างดีให้แก่เกษตรกร
บริษัทแปรรูปข้าวในหนิงเซี่ย
หนิงเซี่ยมีบริษัทแปรรูปข้าวมากมายในปัจจุบันแต่ 2 บริษัทยักษ์ใหญ่ซึ่งได้แก่บริษัท ชิง ถาง หมี่ เย้ ( 兴唐米业)และจงเหลียงหมี่เย้ หนิงเซี่ย (中粮米业(宁夏))ครองส่วนแบ่งการผลิตมากที่สุด
-บริษัทชิง ถาง หมี่ เย้ ตั้งขึ้นเมื่อปี 2543 เป็นบริษัทแปรรูปข้าวรายใหญ่รายแรกของหนิงเซี่ยและเป็นอุตสาหกรรมการเกษตรระดับชาติใช้เทคโนโลยีเครื่องแปรรูปของ Buhler จากสวิสเซอร์แลนด์ แปรรูปข้าวกว่า 15 ชนิด และมีปริมาณการผลิตกว่า 180,000ตัน/ปี นับเป็นมูลค่ากว่า 350 ล้านหยวน สร้างงานและเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรในท้องถิ่นได้กว่า 20,000 ครัวเรือน
- บริษัทจงเหลียงหมี่เย้ หนิงเซี่ย ตั้งขึ้นมาไม่นาน (เมื่อปีพ.ศ 2553) อยู่บริเวณเมืองสือจุ่ยซานทางตอนเหนือของหนิงเซี่ย ด้วยเงินลงทุนกว่า 175 ล้านหยวน เป็นบริษัทลูกของ COFCO (บริษัทนำเข้า-ส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารและผลิตภัณฑ์เกษตรที่เก่าแก่ที่สุดของจีน) มีศักยภาพในด้านการส่งออกสินค้า เป็นอย่างมาก
ทิศทางการส่งออกข้าวหนิงเซี่ยในปัจจุบัน
จากข้อมูลพบว่าหนิงเซี่ยได้เริ่มส่งออกข้าวไปยังต่างประเทศที่แรกคือยุโรปกลางเมื่อปีพ.ศ 2540 จำนวน 1,100 ตันสำหรับปี 2554 หนิงเซี่ยส่งออกข้าวไปยังประเทศเกาหลีใต้และประเทศมองโกเลีย คิดเป็นมูลค่า 6,780,000 และ 363,000 ดอลล่าร์สหรัฐ โดยนับเป็นปีแรกที่หนิงเซี่ยได้เริ่มส่งออกข้าวไปจำหน่ายยังประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นความสำเร็จอีกก้าวหนึ่งของวงการข้าวหนิงเซี่ย เนื่องจากมาตรฐานการตรวจสอบคุณภาพข้าวของเกาหลีใต้สูงและเข้มงวดมาก โดยรัฐบาลเกาหลีใต้ได้ให้บริษัท OMIC เป็นผู้ตรวจสอบในขั้นตอนกรรมวิธีรวมไปถึงขั้นตอนการขนส่ง โดยผลตรวจสอบรายงานว่าข้าวจากหนิงเซี่ยผ่านมาตรฐานการทดสอบสารกำจัดศัตรูพืชทั้ง 221 รายการ
นโยบายเกี่ยวกับข้าวของรัฐบาลเขตปกครองตนเองหนิงเซี่ย
ภายหลังการปฏิรูปและเปิดประเทศจีน ระบบการเกษตรของเขตปกครองตนเองหนิงเซี่ยได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นลำดับ รัฐบาลเขตฯได้น้อมนำเอาระเบียบและแผนการพัฒนาสินค้าเกษตรระดับภูมิภาคจากกระทรวงเกษตรและทรัพยากรแห่งชาตินำมาใช้เป็นพื้นฐานในการกำหนดเป็น แผนการพัฒนาเกษตรหนิงเซี่ย(宁夏优势特色农产品区域布局及发展规划)ขึ้น เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ 2546 ใจความสำคัญเกี่ยวกับการเพาะปลูกข้าว หนิงเซี่ยได้ชื่อว่าเป็นพื้นที่เขตนิเวศน์ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศจีน ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมารัฐบาลฯได้เริ่มดำเนินการ โครงการข้าวพันธุ์ดี ขึ้นเป็นมาตรฐานในการคัดเลือกรวมไปถึงการใช้พันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพดี และถึงแม้ว่าผลผลิตข้าวของหนิงเซี่ยจะมีอัตราส่วนที่น้อยกว่าพื้นที่การผลิตข้าวอื่นๆนั่นเป็นเพราะว่ารัฐบาลหนิงเซี่ยยึดหลัก 少而精,少而特(น้อยแต่เลิศ น้อยแต่มีเอกลักษณ์)ในการพัฒนาวงการเกษตรของหนิงเซี่ย นอกจากนี้ยังสนับสนุนในเรื่องของการแปรรูปเชิงลึกและการพัฒนาด้านบรรรจุภัณฑ์เป็นหลัก รวมไปถึงการสนับสนุนเทคนิคการปลูกข้าวแบบไร้มลภาวะ (无公害栽培技术) และการกำหนดพื้นที่การเพาะปลูกข้าวให้อยู่ที่ 1,000,000 หมู่ เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะการขาดน้ำในการทำการเกษตรเนื่องจากในปัจจุบันขอบข่ายการเกษตรของหนิงเซี่ยขยายกว้างขึ้นมากอีกทั้งมีการจำกัดปริมาณการใช้น้ำจากแม่น้ำหวงเหอ
ปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนาและส่งออกข้าวหนิงเซี่ย
แม้ว่าวงการปลูกข้าวของหนิงเซี่ยจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลกลางไม่ว่าจะเป็นในด้านเทคโนโลยี เงินทุน บุคลากร แต่ก็ยังพบอุปสรคอยู่หลายประการในปัจจุบัน BIC ขอนำเสนอประเด็นที่กำลังเป็นอุปสรรคสำหรับวงการข้าวรวมไปถึงการส่งออกข้าวของหนิงเซี่ย ดังนี้
1. “น้ำ” หัวใจหลักของข้าว
เนื่องด้วยสภาวะโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ทำให้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาพื้นที่ปลูกข้าวของเขตปกครองตนเองหนิงเซี่ยต้องประสบกับปัญหาฝนแล้งอย่างหนัก จากข้อมูลสถิติพบว่าเขตปกครองตนเองหนิงเซี่ยมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยเพียง 200-400 มิลลิเมตร/ปี และถือเป็นพื้นที่ที่สามารถรับแสงแดดได้มากที่สุดของจีนทำให้น้ำระเหยได้ง่าย ถึงแม้จะมีการใช้ประโยชน์ทางด้านชลประทานจากแม่น้ำเหลืองก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาภัยเเล้งที่กำลังส่งผลกระทบรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มีเสียงเรียกร้องจากนักวิชาการหลายส่วนว่า ในความเป็นจริงแล้วหนิงเซี่ยเหมาะกับการปลูกข้าวนาลุ่มหรือไม่ ในช่วงปีพ.ศ 2545 การชลประทานในช่วงฤดูหนาว มีปริมาณน้ำจากแม่น้ำเหลืองน้อย ทำให้พื้นที่เพาะปลูกทางการเกษตรกว่า 180,000 หมู่ในหนิงเซี่ยไม่สามารถทำการทดน้ำเข้าไปสู่พื้นที่เพาะปลูกได้ จนกระทั่งปีพ.ศ 2546ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ พบปัญหาการขาดแคลนน้ำมากกว่า 1,230,000,000 ลูกบาศก์เมตร ปัญหาขาดแคลนน้ำได้เพิ่มความรุนแรงมากขึ้นในปีพ.ศ 2548 ผลกระทบกระจายไปยังพื้นที่การเพาะปลูกกว่า 690,000 หมู่ ผลผลิตเสียหายกว่า 1 พันล้านหยวน

ภาพแสดงพื้นที่ประสบภัยแล้งของประเทศจีน
ปัญหาการขาดแคลนน้ำที่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรเกือบทุกประเภทในหนิงเซี่ย ทำให้เริ่มเกิดประเด็นการหาสาเหตุที่ส่งผลต่อระบบชลประทานในหนิงเซี่ย ซึ่งทำให้มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่เริ่มมีปฏิกิริยาต่อต้านการปลูกข้าวนาลุมในหนิงเซี่ย ด้วยเหตุนี้หน่วยงานรัฐบาลอันได้แก่ กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ และกรมปศุสัตว์ได้ร่วมมือกันป้องกันสภาวะการขาดแคลนน้ำใช้ในการเพาะปลูกอีก จากข้อมูลพบว่าในปัจุบันหนิงเซี่ยมีพื้นที่การเพาะปลูกข้าวนาลุ่มกว่า1,200,000หมู่(500,250 ไร่) ซึ่งตามกฎข้อบังคับที่ได้จำกัดพื้นที่การปลูกข้าวนาลุ่มไว้ที่960,000 หมู่(400,200ไร่) ซึ่งจำนวนพื้นที่ส่วนเกินเหล่านี้กระจายอยู่ในเขตหย่งหนิง เฮ่อหลาน ผิงหลัว ทางภาคเหนือของหนิงเซี่ยซึ่งหากดูตามภาพแสดงความแห้งแล้งแล้วจะพบว่าพื้นที่เหล่านี้เป็นพื้นที่ประสบภัยแล้งรุนแรงยิ่งขึ้น หากไม่สามารถควบคุมจำนวนไร่เพาะปลูกข้าวนาลุ่มได้ ก็จะยิ่งส่งผลให้พื้นที่เหล่านี้ประสบปัญหาขาดน้ำในการเพาะปลูกอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบต่อพืชผักชนิดอื่นๆอีกด้วย จากข้อมูลพบว่าคณะกรรมการบริหารแม่น้ำเหลือง(黄河管理委员会)ได้ลดพื้นที่การปลูกข้าวนาลุ่มในหนิงเซี่ยลง 1 ใน 3 ของพื้นที่ทั้งหมดจะสามารถช่วยบรรเทาการขาดน้ำในการปลูกพืชได้ ถึงแม้ว่าผลผลิตข้าวจากหนิงเซี่ยจะมีคุณภาพที่ดีเพียงไร แต่เนื่องด้วยพื้นที่การเพาะปลูกรวมไปถึงสภาพดินฟ้าอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยก็นับเป็นอีกอุปสรรคหนึ่งที่ท้าทายความสามารถหน่วยงานของรัฐในการแก้ไขปัญหานี้
2. เส้นทางการคมนาคม ข้อจำกัดของการส่งออกหนิงเซี่ย
เนื่องด้วยเขตปกครองตนเองหนิงเซี่ยเป็นพื้นที่ไร้ทางออกสู่ทะเลหรือเรียกสั้นๆว่าพื้นที่ Landlocked ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการคมนาคมและการส่งออกสินค้า เนื่องจากสภาพที่ตั้งที่ห่างไกลทะเลและสภาพภูมิประเทศส่วนมากที่เป็นภูเขา แม้จะมีเส้นทางด่วนหลายสายพาดผ่านแต่การเดินทางทางรถยนต์ก็ใช้เวลาในการขนส่งที่มากขึ้น การขนส่งทางอากาศจึงเป็นอีกทางเลือกสำหรับการประหยัดเวลาในการขนส่ง โดยเฉพาะสินค้าพืชผลทางการเกษตร อย่างไรก็ตาม จากสถิติล่าสุด (ข้อมูลครึ่งปีแรกของปี 2554) ในปัจจุบันการขนส่งทางอากาศจากหนิงเซี่ยมีปริมาณ 3,413
สรุปข้อมูลการคมนาคมของหนิงเซี่ย
เส้นทางทางบก
ถนน ปัจจุบันหนิงเซี่ยมีทางด่วนหลักทั้งสิ้น 7 สาย และเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างอิ๋นชวนกับเขตปกครองตนเองมองโกเลีย เส้นทางเชื่อมกับนครซีอาน
เส้นทางรถไฟเส้นหลักต่างๆ อาทิ เขตมองโกลเลียใน-หนิงเซี่ย-มณทลกานซู /มณฑลส่านซี –มณฑลกานซู - เขตหนิงเซี่ย /มณทลซานซี - มณฑลส่านซี –เขตหนิงเซี่ย /มณฑลส่านซี –หนิงเซี่ย เป็นต้น
ปัจจุบันหนิงเซี่ยมีท่าอากาศยานภายในประเทศ 3 แห่ง ได้แก่
(1) เหอตง เป็นท่าอากาศยานหลัก ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของหนิงเซี่ย
(2) จงเว่ยเซียงซาน
(3) กู้หยวน นับเป็น 1 ใน 5 ของแผนการก่อสร้างสนามบินใหม่ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมฉบับที่ 11 (ปี 2549 - 2553) ของสำนักงานการบินพลเรือนภาคตะวันตกเฉียงเหนือ และจากแผนการขยายสนามบินจนถึงปี 2558 สนามบินแห่งนี้จะสามารถรองรับผู้โดยสารได้ปีละ 120,000 คน ขนส่งสินค้าและไปรษณีย์ 530 ตัน และรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่อย่างโบอิ้ง 737 และแอร์บัส 320 เปิดดำเนินการครั้งแรกเดือนมิถุนายน 2553
3. เร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคด้วยการใช้สัญลักษณ์รับรองคุณภาพสินค้า
ประเด็นที่ได้รับความสนใจในกลุ่มผู้บริโภคจีนใน ปัจจุบันคือ คุณภาพของสินค้าและความปลอดภัยของสินค้าอาหารต่างๆ ดังนั้น จึงมีการพัฒนาตรารับรองคุณภาพสินค้าต่างๆ และการแปรรูปที่ได้มาตรฐานในจีน ได้แก่

ตรารับรองคุณภาพสินค้าในแบบต่างๆ
ตรา 农产品地理标志 รัฐบาลประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ 2550 มีอำนาจให้การคุ้มครองตามกฎหมายการเกษตรฉบับปีพ.ศ 2545 ให้รับรองแก่สินค้าหรือผลิตภัณฑ์การเกษตรที่มีต้นกำเนิด ขั้นตอนการผลิต เป็นไปตามที่กำหนดให้สามารถใช้ตรารับรองดังกล่าวได้
ตรารับรอง有机产品(COFCC) เป็นตราที่ได้รับการรับรองผลิตภัณฑ์อาหารออแกนิกส์ซึ่งอาจเรียกได้อีกหลายชื่ออาทิ 生态或生物食品 โดยการรับรองผลิตภัณฑ์ออแกนิกส์มีเนื้อหาครอบคลุมไปถึงการกำหนดวิธีการผลิตอาหารที่ปราศจากมลพิษ ซึ่งปัจจุบันตรารับรองนี้ได้ครองคลุมไปยังผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง สิ่งทอ ผลิตภัณฑ์จากป่า อีกด้วย
ตรารับรองสินค้า 绿色食品(Green Food)เป็นการรับรองสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่มีขั้นตอนการผลิตและขั้นตอนการแปรรูปที่ได้มาตรฐานตรากำหนด และการควบคุมปริมาณสารพิษที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหาร
ตรารับรอง无公害农产品เป็นตรารับรองที่บังคับให้ผู้ผลิตสินค้าทางการเกษตรปฏิบัติตามกฎและข้อบังคับที่กำหนด ซึ่งปัจจุบันครอบคลุมไปยังผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรทุกประเภท ได้แก่ เนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ ประมง ฯลฯ ซึ่งตรารับรองชนิดนี้เป็นตรารับรองที่มีข้อบังคับรวมไปถึงความเข้มงวดน้อยที่สุดในบรรดา 4 ตรารับรองที่ได้กล่าวมาแล้วเบื้องต้น

แสดงความเข้มงวดของตรารับรองคุณภาพสินค้าแต่ละประเภท
4. เทคโนโลยีกับการพัฒนาข้าว
เทคโนโลยีในปัจจุบันได้พัฒนาจนสามารถเปลี่ยนแปลงสินค้าข้าวได้ ชาวจีนนิยมข้าวหอมในการให้เป็นของขวัญ ของกำนัลแก่บุคคลที่เคารพ ดังนั้นจึงมีการพัฒนา “กลิ่นหอม”ของข้าวโดยการ “เพิ่มความหอม” โดยใช้สารสกัดทางวิทยาศาสตร์ที่มีความหอมใกล้เคียงกับข้าวหอมธรรมชาติ แต่วิธีการนี้นับเป็นวิธีที่ขัดต่อหลักกฎหมายและจรรยาบรรของผู้ขายเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากปัจจุบันมีกฎหมายว่าด้วยการใช้สารปรุงแต่งในอาหารซึ่งกำหนดมิให้มีการใส่ ผสมสารเพิ่มความหอมในผักสด เนื้อสด ไข่ไก่สด และข้าว แต่ก็ยังมีประเด็นการลักลอบการผสมสารให้ความหอมในข้าวออกมาเรื่อยๆ
นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีตัดต่อพันธุกรรมข้าว(GMO) ซึ่งมีกระแสข่าวว่ารัฐบาลจีนกำลังอยู่ระหว่างพิจารณาการอนุมัติให้ปลูกข้าวตัดต่อพันธุกรรมในไร่นาเปิดทั่วไปได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้ ซึ่งมีกระแสต่อต้านพืชดัดแปลงพันธุกรรมทั้งจากภายในและต่างประเทศ อย่างไรก็ตามพบว่ามีกระแสผู้สนับสนุนประเด็นดังกล่าว โดยเห็นว่าควรสร้างความมั่นคงทางอาหารให้เพียงพอต่อประชากรหนึ่งพันสามร้อยล้านคนในประเทศ บวกกับข้อจำกัดทางด้านภูมิประเทศและภูมิอากาศ การนำเอาเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้จึงน่าจะเป็นสิ่งที่ควรสนับสนุนปัจจุบัน ได้มีการนักวิชาการจีนได้ดำเนินการการปรับปรุงพันธุ์มีคุณสมบัติต้านทานต่อแมลง โดยตัดต่อถ่ายโอนระหว่างยีนของข้าวด้วยกันเอง จากยีนข้าวป่าแอฟริกาสายพันธุ์ (Xa21) ซึ่งมีความต้านทานต่อแมลงโดยธรรมชาติ ซึ่งหากมีการอนุญาตดังกล่าวเป็นทางการแล้ว จีนจะเป็นประเทศแรกที่มีพื้นที่ปลูกข้าวตัดต่อพันธุกรรมในเชิงพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุด
บทสรุป
ปัจจุบันรัฐบาลท้องถิ่นได้ให้ความสนใจพื้นที่เพาะปลูกข้าวบริเวณเขตปกครองตนเองหนิงเซี่ยมากขึ้น เพื่อผลักดันเศรษฐกิจพื้นที่ทางฝั่งตะวันตกของจีนให้มีกำลังพอที่จะพัฒนาตนเอง และแม้ว่าปัจจุบัน ยังมีอุปสรรคบางประการ อาทิ ปัจจัยน้ำ และผลผลิตต่อไร่ซึ่งยังคงไม่มาก เนื่องจากสภาพอากาศ การคมนาคมขนส่งสินค้าในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาว่ารัฐบาลหนิงเซี่ยได้ดำเนินมาตรการเพื่อช่วยเหลือการพัฒนาอุตสาหกรรมข้าว ทั้งด้านการพัฒนาวิจัยพันธุ์ข้าว การตลาด การรับรองมาตรฐานสินค้า การส่งเสริมการปลูกข้าวนาปู และการส่งเสริมการส่งออก บวกกับแผนการพัฒนาเส้นทางคมนาคมต่างๆ ในปัจจุบันแล้ว อนาคตการพัฒนาตลาดข้าวของหนิงเซี่ยจึงเป็นที่น่าสนใจติดตามต่อไป
