
“โรงงานผลิตของต้นทุนต่ำของโลก” เป็นคำที่ชาวโลกมักนึกถึง เมื่อพูดถึงจีนแผ่นดินใหญ่ เพราะเข้าใจว่า จีน(ยัง)มีแรงงานราคาถูกให้ใช้อย่างล้นหลาม
แต่เมื่อเร็วๆ นี้ เป็นเรื่องครึกโครมในสื่อจีนพอสมควรสำหรับข่าวที่ “Adidas ประกาศจะปิดโรงงานที่มีอยู่เพียงแห่งเดียวของตนเองในจีนภายในเดือนตุลาคม ศกนี้ (2555)”
ข่าวข้างต้น เป็นตัวอย่างเชิงประจักษ์ที่ชี้ให้เห็นว่า ยุคค่าแรงต่ำ ของถูก ได้ผ่านพ้นจีนไป(นาน)แล้ว ซึ่งชาวโลกจำต้องปรับทัศนคติเกี่ยวกับจีนเสียใหม่
ในบทความนี้ ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน (BIC) จะเสนอบทวิเคราะห์ว่า อะไรเป็นเบื้องหลังให้ Adidas บริษัทสัญชาติเยอรมันผู้ผลิตเสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬารายใหญ่ระดับโลก ตัดสินใจปิดโรงงานในจีน
พร้อมๆ กับนำเสนอข้อคิดบางประการจากกรณีดังกล่าว สำหรับผู้ประกอบการไทยที่มาทำธุรกิจกับจีนในยุค “จีนาภิวัฒน์” เช่นนี้
ค่าแรงแพง....ต้นเหตุของทุนหาย กำไรหด
แม้ Adidas ให้เหตุผลว่า การปิดโรงงานในจีนเป็นไปตามนโยบายหลักของบริษัทแม่ในการปรับโครงสร้างการบริหารงานในประเทศต่างๆ
แต่เมื่อวิเคราะห์จากอัตราค่าจ้างของจีนในปัจจุบัน น่าจะเข้าใจได้ไม่ยากว่า “ต้นทุนแรงงาน” ต่างหากที่เป็นเหตุผลหลักของการตัดสินใจดังกล่าว
|
|
พูดง่ายๆ ก็คือ ค่าแรงที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในจีน ได้คุกคามความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะธุรกิจที่เน้นแรงงานเป็นหลัก
จากสถิติของทางการจีน ช่วงครึ่งแรกของปี 2555 เงินเดือนพนักงานในเขตเมืองของจีนเพิ่มขึ้น 13 เปอร์เซนต์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่แรงงานอพยพซึ่งเป็นพวกที่ได้ค่าแรงต่ำที่สุด ก็มีค่าแรงเพิ่มขึ้น 14.9 เปอร์เซนต์ โดยเฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ 2,200 หยวน
จากการคาดการณ์ของ French Bank Natixis ค่าแรงในจีนจะขยับตัวขึ้นมาเทียบเท่ากับค่าแรงในสหรัฐอเมริกาภายใน 4 ปี ตามทันประเทศในยุโรปภายใน 5 ปี และจะไล่ทันญี่ปุ่นภายใน 7 ปี
คำคาดการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานที่เผยแพร่เมื่อสิงหาคมปีกลาย (2554) ของ Boston Consulting Group (BCG) บริษัทให้คำปรึกษาทางธุรกิจชื่อดัง ที่ระบุว่า ภายในปี 2558 การผลิตในบางพื้นที่ของสหรัฐอเมริกาจะมีต้นทุนพอๆ กับการผลิตในจีน
French Bank Natixis กล่าวเสริมว่า การขึ้นค่าแรงเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ผู้ผลิตย้ายฐานการผลิตไปยังภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่ค่าแรงถูกกว่า รวมถึงอียิปต์ และโมร็อกโก หรือแม้แต่ประเทศในยุโรปตะวันออกอย่างโรมาเนีย และบัลแกเรีย
ความได้เปรียบด้านต้นทุนแรงงานของประเทศสมาชิก “อาเซียน” จูงใจให้วิสาหกิจข้ามชาติหลายรายเก็บกระเป๋าออกจากจีนแผ่นดินใหญ่ และเล็งเป้ามาที่ “อาเซียน”
ข้อมูลการวิจัยขององค์การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (Japan External Trade Organization: JETRO) ระบุว่า ปัจจุบัน เวียดนามมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าจีนอยู่ 15-30 เปอร์เซนต์
แต่เมื่อเปรียบเทียบเงินเดือนเฉลี่ยของพนักงานโรงงานเมื่อปี 2554 พบว่า หนุ่มสาวโรงงานชาวจีนมีเงินเดือนเฉลี่ยสูงกว่าชาวเวียดนาม และอินโดนีเซียกว่า 3 เท่า!!!
กล่าวคือ ตัวเลขค่าจ้างเฉลี่ยเวียดนามและอินโดนีเซียอยู่ที่เดือนละ 136 และ 129 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ตามลำดับ ขณะที่จีน อยู่ที่ 413 ดอลลาร์สหรัฐ
จากยุค Made in China สู่ยุค Made for China
|
สัดส่วนการจัดซื้อของ Adidas ปี 54 |
แต่ไหนแต่ไร ผลิตภัณฑ์ Adidas ที่ขายในตลาดจีน มีที่มาจาก 2 แหล่ง คือ ผลิตภัณฑ์ที่ ฝ่ายผลิตของ Adidas ในจีนผลิตขึ้นเอง และผลิตภัณฑ์ที่ฝ่ายจัดซื้อของ Adidas ว่าจ้างให้บริษัทผลิตรองเท้าในจีนผลิตและแปะยี่ห้อ Adidas (บริษัทรับจ้างผลิต OEM)
ขณะเดียวกัน ที่บริษัทแม่ของ Adidas ก็จะมี “ฝ่ายจัดซื้อในต่างประเทศ” ซึ่งรับผิดชอบการว่าจ้างให้โรงงานในประเทศต่างๆ ผลิตสินค้า Adidas เพื่อขายในตลาดทั่วโลก
ภายใต้โครงสร้างข้างต้น ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ Adidas ที่ขายในตลาดจีน เป็นการผลิตโดยใช้แรงงานภายในจีน (ทั้งที่ Adidas ผลิตเอง และที่จ้างผลิต) ราวๆ 60 เปอร์เซนต์
พูดง่ายๆ ก็คือ 60 ใน 100 คู่ของรองเท้า Adidas ที่ขายในจีน ผลิตในประเทศจีน ขณะที่อีก 40 คู่ที่เหลือ เป็นการนำเข้ามาจากประเทศต่างๆ
การปิดโรงงานและยกเลิกการจ้างผลิตในจีนที่จะมีขึ้นในอีก 2 เดือนข้างหน้า หมายความว่า ออร์เดอร์ทั้งหมดกว่า 60 เปอร์เซนต์ของผลิตภัณฑ์ Adidas ที่ขายอยู่ในตลาดจีน จะกลับไปอยู่ในมือของ “ฝ่ายจัดซื้อในต่างประเทศ” ที่บริษัทแม่
เมื่อเป็นเช่นนี้ ประเทศที่มีต้นทุนการผลิตต่ำ จะเป็นตัวเลือกสำคัญแทนที่จีน ซึ่งมีนัยว่า เราๆ ท่านๆ จะมีโอกาสเห็นป้ายสินค้าที่มีคำว่า “Made in China” น้อยลงในอนาคต
การเลิกโรงงานผลิตของ Adidas ส่งผลกระทบเป็นอย่างมากกับบริษัทรับจ้างผลิตที่เป็นคู่สัญญากับ Adidas
เพราะมีแนวโน้มว่า บริษัทเหล่านี้ จะถูก “ลอยแพ” ยกเลิกสัญญาว่าจ้างผลิต (แบบถูกต้องตามกฎหมาย) ตามสัญญาการว่าจ้างผลิตที่ระบุชัดว่า “Adidas มีสิทธิบอกได้ล่วงหน้า 6 เดือน”
|
จัดซื้อของ Adidas ในภูมิภาคเอเชีย ปี54 |
แม้ว่าข้อมูลของ Adidas ระบุว่า ในปี 2554 จีนจะยังคงเป็นประเทศผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ให้แก่ Adidas ในภูมิภาคเอเชีย ด้วยสัดส่วนถึงร้อยละ 35
แต่เมื่อมองให้ลึกขึ้นไป จะเห็นได้ว่า สัดส่วนการผลิตในจีน ได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2554 ลดลงจากปี 2553 ถึง 4 เปอร์เซนต์ ขณะที่ประเทศค่าแรงถูกในภูมิภาคอาเซียนอย่างอินโดนีเซีย เวียดนาม และกัมพูชา เอาเค้กชิ้นดังกล่าวไปแบ่งกันรับประทาน
ในมุมมองของ Adidas ถึงแม้ “จีน” จะไม่ใช่ตลาดผู้ผลิตรายใหญ่อีกต่อไป แต่ “จีน” ยังคงเป็นตลาดผู้บริโภครายใหญ่อยู่เช่นเดิม
ในประเด็นนี้ China Daily รายงานโดยอ้างคำกล่าวของ Colin Currie ผู้จัดการใหญ่กลุ่มบริษัท Adidas จีน ว่า ภายในสิ้นปี 55 Adidas วางแผนเปิด Shop เพิ่มอีก 500-600 แห่งใน 300-350 เมืองทั่วประเทศจีน
โดยจะเน้นหัวเมืองขนาดกลางและขนาดเล็ก (Lower-tier Cities) ในภูมิภาคตะวันตกและตะวันออกเฉียงเหนือเป็นหลัก ซึ่งจะทำให้ Adidas มีร้านค้ามากกว่า 6,000 แห่งทั่วประเทศจีนนับตั้งแต่เข้ามาทำตลาดจีนเมื่อ 15 ปีก่อน (ปี 2540)
ลิงค์บทความที่เกี่ยวข้อง
- ปรับความคิด เปลี่ยนมุมมองต่อจีนในวันนี้ ผ่านการลงทุนของธุรกิจต่างชาติ จากยุค Made in China สู่ยุค Made for China (17 กุมภาพันธ์ 2555)
ฉบับหน้า เราจะมาดูกันว่า... ลงทุนใน “จีน” ต้องปรับตัวอย่างไร??? แล้ว “จีน” ยังเป็นประเทศน่าลงทุนอยู่ ฤ ป่าว??? และ เราจะมาปิดท้ายด้วย บทเรียนและบทสรุป แง่คิด สำหรับผู้สนใจอยากเข้ามาใน “จีน” ครับ

.jpg)
.jpg)
.jpg)