
| การลงทุนจากต่างประเทศในชิลี เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2555 นายปาโบล ลองเกอิรา รมว. เศรษฐกิจชิลี ร่วมกับนายโตมัส ฟลอเรส รมช. เศรษฐกิจและนายมาติอัส มอริ รองประธานฝ่ายบริหารคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนชิลีได้แถลงสรุปสถิติการลงทุนจากต่างประเทศในชิลีประจำปี 2554 ตามข้อมูลของธนาคารกลางชิลี ดังนี้ 1. เมื่อปี 2554 การลงทุนจากต่างประเทศในชิลีมีมูลค่ารวม 17,536 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็น มูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ซึ่งการลงทุนจากต่างประเทศในชิลี มีมูลค่า 15,096 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือร้อยละ 16.1 และสูงกว่ามูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศในชิลีโดยเฉลี่ยตลอด 5 ปีที่ผ่านมาร้อยละ 39.2 2. มูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศเมื่อปี 2554 ข้างต้น มีการลงทุนจากต่างประเทศภายใต้กฎหมายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศคือ Foreign Investment Statute (Decree Law 600) หรือกฎหมาย D.L. 600 รวมอยู่ด้วยมูลค่า 4,140 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2553 ร้อยละ 54.7 โดยเป็นการลงทุนในภาคเหมืองแร่สูงที่สุดมูลค่า 2,489 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมีสัดส่วนเป็นร้อยละ 60.1 ของมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศภายใต้กฎหมาย D.L. 600 ประจำปี 2554 ตามมาด้วยภาคบริการมูลค่า 947.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือร้อยละ 22.9 ภาคการขนส่งและการสื่อสารโทรคมนาคมมูลค่า 219.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือร้อยละ 5.3 ภาคอุตสาหกรรมมูลค่า 218.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือร้อยละ 5.3 ภาคไฟฟ้า ก๊าซและน้ำประปามูลค่า 209.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือร้อยละ 5.1 ภาคเกษตรกรรมและป่าไม้มูลค่า 55.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือร้อยละ 1.4 เมื่อปี 2554 นักลงทุนญี่ปุ่นเป็นนักลงทุนต่างชาติที่เข้าไปใช้สิทธิการลงทุนภายใต้กฎหมาย D.L. 600 ในชิลีมากที่สุดด้วยมูลค่าการลงทุน 1,360 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือมีสัดส่วนเป็นร้อยละ 32.9 ของการลงทุน จากต่างประเทศภายใต้กฎหมาย D.L. 600 ประจำปี 2554 ตามมาด้วยแคนาดามูลค่า 1,180 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือร้อยละ 28.5 สเปนมูลค่า 795 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือร้อยละ 19.2 สหรัฐอเมริกามูลค่า 210 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือร้อยละ 5.1 และเกาหลีใต้มูลค่า 158.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือร้อยละ 3.8 ทั้งนี้ ถือเป็นปีแรกที่มีการลงทุนจากประเทศในเอเชียถึง 2 ประเทศที่ติดอันดับ 1 ใน 5 ของแหล่งที่มาของเงินลงทุนจากต่างประเทศภายใต้กฎหมายดังกล่าวในปีเดียวกัน ซึ่งรองประธานฝ่ายบริหารคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนระบุว่า สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจเข้าไปลงทุนในชิลีของนักลงทุนจากเอเชียที่เพิ่มขึ้นและทำให้เห็นว่า การดำเนินกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการลงทุนจากภูมิภาคดังกล่าวกำลังก่อให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรม โดยมูลค่าการลงทุนจากเกาหลีใต้และญี่ปุ่นในชิลี เมื่อปีที่ผ่านมาสูงเป็นประวัติการณ์ และมีสัดส่วนเป็นร้อยละ 79.7 และร้อยละ 30.1 ของการลงทุนรวมที่ผ่านมาทั้งหมดของเกาหลีใต้และญี่ปุ่นในชิลี ตามลำดับ หากพิจารณาตามพื้นที่ภูมิภาคต่างๆ ในชิลีที่ต่างชาติเข้าไปลงทุนแล้วพบว่า ภูมิภาคอะตากามาทางตอนเหนือของประเทศ (ซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเหมืองแร่ของชิลี) เป็นแหล่งลงทุนที่มีมูลค่าสูงที่สุดจำนวน 1,595 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือมีสัดส่วนเป็นร้อยละ 38.5 ของการลงทุนจากต่างประเทศภายใต้กฎหมาย D.L. 600 ประจำปี 2554 ตามมาด้วยการลงทุนในโครงการต่างๆ ที่กระจายไปดำเนินการในหลายภูมิภาคในช่วงเวลาเดียวกันมูลค่ารวม 1,042 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือร้อยละ 25.2 ภูมิภาคอันโตฟากัสตามูลค่า 731.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือร้อยละ 17.7 นครหลวงซันติอาโกมูลค่า 561.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือร้อยละ 13.6 ตามลำดับ 3. รมว. เศรษฐกิจชิลีระบุว่า สถิติการลงทุนจากต่างประเทศในชิลีประจำปี 2554 ถือเป็นข่าวดีของประเทศ ซึ่งไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นว่าชิลีมีภาพลักษณ์ที่ดีในสายตานักลงทุนชาวต่างชาติ แต่ชี้ให้เห็นด้วยว่า การลงทุนจากต่างประเทศได้สร้างคุณประโยชน์ให้แก่ชิลี โดยเฉพาะในแง่การจ้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อม การสร้างสรรค์นวัตกรรม การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาและเสริมสร้างสมรรถภาพของอุตสาหกรรมเสริม (auxiliary industry) เป็นต้น ซึ่งล้วนมีส่วนในการช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวชิลีทั้งสิ้น นอกจากนี้ รมว. เศรษฐกิจชิลียังระบุด้วยว่า ชิลีจะมุ่งพัฒนาบรรยากาศในการลงทุนภายในประเทศ ต่อไปในฐานะประเทศผู้นำและแหล่งลงทุนชั้นเยี่ยมในภูมิภาคลาตินอเมริกา โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะผันผวนเช่นในปัจจุบัน พร้อมทั้งระบุถึงจุดเด่นของชิลีจากการจัดอันดับระหว่างประเทศต่างๆ ว่า ชิลีเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพ โปร่งใส มีกฎระเบียบที่ชัดเจน และมีแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีเหมาะสมแก่การลงทุน รองประธานฝ่ายบริหารคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนระบุว่า ร้อยละ 58.6 ของเงินลงทุน จากต่างประเทศในชิลีเมื่อปีที่แล้วเป็นการลงทุนซ้ำ ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า นักลงทุนต่างประเทศมีความเชื่อมั่นในชิลีเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นบรรยากาศในการลงทุนที่ดีภายในประเทศ ซึ่งชิลีต้องรักษาไว้ 4. ข้อมูลเพิ่มเติม 4.1 มูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศในชิลีที่เพิ่มสูงขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจของนักลงทุนชาวต่างชาติในความมีเสถียรภาพทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจของชิลี ซึ่งรัฐบาลชิลีก็ไม่ละเลยที่จะให้ความสำคัญกับการปรับปรุงบรรยากาศในการลงทุนภายในประเทศให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเป็นที่ยอมรับของสถาบันระหว่างประเทศหลายแห่งที่เห็นพ้องกันยกย่องให้ชิลีเป็นประเทศที่น่าลงทุนที่สุดในภูมิภาคลาตินอเมริกา ทั้งนี้ การลงทุนจากต่างประเทศดังกล่าวเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมให้เศรษฐกิจชิลีขยายตัวถึงร้อยละ 6 เมื่อปี 2554 และช่วยทำให้อัตราการว่างงานในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง (ร้อยละ 6.4 ในไตรมาสเดือน ธ.ค. 2554 -ก.พ. 2555 จากร้อยละ 7.3 เมื่อไตรมาสเดือน ธ.ค. 2553-ก.พ. 2554) ภายหลังการฟื้นฟูบูรณะประเทศจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงเมื่อเดือน ก.พ. 2553 จนเกือบจะเรียกได้ว่าชิลีมีภาวะการจ้างงงานเต็มที่แล้ว 4.2 เพื่อให้ภารกิจการส่งเสริมและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาในชิลีมีเอกภาพและมีประสิทธิภาพมากขึ้น รัฐบาลชิลีได้ปรับแนวทางการดำเนินงานเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศของ 2 หน่วยงานหลัก ได้แก่ (1) การถ่ายโอนอำนาจหน้าที่การส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศจากเดิมที่องค์การพัฒนาเศรษฐกิจชิลี (Chilean Economic Development Agency - CORFO) เคยมีบทบาทร่วมด้วยไปให้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด ซึ่งจะทำให้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเป็นองค์กรเดียวที่มีหน้าที่ส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศอย่างชัดเจนและสามารถปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวกให้นักลงทุนชาวต่างชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และ (2) การจัดตั้งสภาที่ปรึกษาเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (Advisory Council for the Attraction of Foreign Investment) ภายใต้มาตรการ Competitive Impulse เพื่อเป็นหน่วยงานที่ปรึกษาของสำนักความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (DIRECON) กต. ชิลี ในภารกิจที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมในต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ 4.3 นอกจากภาคเหมืองแร่แล้ว ภาคเศรษฐกิจอื่นๆ ที่สำคัญ ซึ่งรัฐบาลชิลีมุ่งส่งเสริมและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ได้แก่ พลังงาน การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมการเกษตร ซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจที่ผู้ประกอบการไทย มีศักยภาพและอาจพิจารณาเข้าไป 4.4 ผู้ประกอบการไทยที่สนใจจะเข้าไปลงทุนในชิลีควรคำนึงถึงประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจเข้าไปลงทุนในชิลีด้วย เช่น (1) กฎหมายแรงงานและสวัสดิการสังคมที่เอื้อประโยชน์ต่อลูกจ้างมากกว่านายจ้าง รวมถึงกฎหมายเกี่ยวกับการลาคลอด ซึ่งอนุญาตให้ทั้งมารดาสามารถลาก่อนคลอดบุตร (6 สัปดาห์) และหลังคลอดบุตร (24 สัปดาห์) รวมทั้งอนุญาตให้บิดาสามารถใช้สิทธิลาหลังคลอดบุตรร่วมกับมารดาได้ด้วย เป็นต้น (2) ความเสี่ยงในการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติของชิลี โดยเฉพาะเหตุแผ่นดินไหว สึนามิ ภูเขาไฟระเบิด และไฟไหม้ป่า ซึ่งประสิทธิภาพการดับไฟของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยังต่ำมาก เนื่องจากเป็นอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัย (3) อัตราค่า ครองชีพในชิลีในภาพรวมที่สูงเป็นอันดับต้นๆ ของภูมิภาคลาตินอเมริกา โดยเฉพาะอาหารและน้ำมัน (4) อัตราค่าใช้บริการของระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ที่ค่อนข้างสูง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการให้เอกชนเป็นผู้ให้บริการระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา ก๊าซ ทำให้ยากแก่การเข้าไปควบคุมราคาสินค้าและบริการดังกล่าวโดยภาครัฐ (5) ข้อจำกัดด้านภาษาเนื่องจากคนท้องถิ่นใช้ภาษาสเปนเป็นหลักและสื่อสารภาษาอังกฤษได้น้อย (6) ระบบการศึกษาที่ยังด้อยประสิทธิภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีสถาบันการศึกษาที่เปิดสอนหลักสูตรนานาชาติจำกัดและราคาแพง (7) บริการด้านสุขภาพของภาครัฐมีคุณภาพต่ำ ขณะที่บริการของภาคเอกชนมีราคาสูง โดยสูงเป็นอันดับที่ 6 ของโลก (8) ความแตกต่างด้านวิถีชีวิตโดยเฉพาะอาหารการกิน และ (9) การขาดแคลนสิ่งอำนวยความสะดวกหรือสถานบันเทิง หากพื้นที่ที่เข้าไปลงทุนอยู่นอกกรุงซันติอาโก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ทางภาคเหนือของประเทศ อนึ่ง รัฐบาลชิลียังอยู่ระหว่างพิจารณาปฏิรูประบบภาษีของประเทศ โดยอาจหมายรวมถึง การเพิ่มอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจากร้อยละ 17 เป็นร้อยละ 20 เป็นการถาวร การปรับลดภาษีรายได้สำหรับบุคคลธรรมดาและการลดภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นมาตรการที่จะส่งผลกระทบต่อนักลงทุนชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในชิลีด้วย
|
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
