1. ภาพรวมเศรษบกิจอินโดนีเซีย
1.1 เศรษฐกิจอินโดนีเซีย ไตรมาสที่ 1/2556 ขยายตัวที่ร้อยละ 6.02 ต่ำกว่าที่ธนาคารกลาง อินโดนีเซียคาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 6.2 ซึ่งเป็นการขยายตัวที่ต่ำที่สุดนับแต่ กันยายน 2553 จึงทำให้ ธนาคารกลางปรับลดประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจ อินโดนีเซีย ในปี 2556 เหลือร้อยละ 5.8-6.2 สาเหตุอาจมาจากอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นจากหารขึ้นราคาน้ำมัน จึงทำให้การบริโภคภายในประเทศชะลอตัวลง ในขณะที่ส่งออกได้น้อยลง และเป็นครั้งแรกที่ตัวลขการลงทุนจากต่างประเทศส่งสัญญาณเริ่มชะลอตัว แต่รัฐบาลยังคงเชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจจะสามารถขยายตัวได้ตามเป้าที่ร้อยละ 6.3 ทั้งนี้ Standard and Poor ได้ปรับลดความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซียจากระดับ “positive” เป็น “stable” จากการชะงักงันของการปฏิรูป2
สำนักงานสถิติแห่งชาติยังไม่ประกาศตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษญกิจไตรมาส 2 อย่างเป็นทางการ แต่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าน่าจะขยายตัวอยู่ที่ประมาณ ร้อยละ 5.9-6.0 ทั้งนี้รัฐบาลภายใต้การนำของ รมว.กค. คลังคนใหม่ (นาย Chartib Basri) ก็ปรับลดประมาณการณ์เศรษฐกิจลงจากเดิมที่เคยตั้งเป้าไว้ โดยในร่างกฎหมายงบประมาณปี ค.ศ. 2013 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเสนอให้สภาผู้แทยราษฎรให้ความเห็นชอบ ปรับลดอัตราการเจริญเติบโตทั้งปีเป็นร้อยละ 6.2 จากเดิม 6.8 อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ประมาณร้อยละ 7.2 ปริมาณน้ำมันที่ผลิตได้ประมาณ 840,000 บาเรล/วัน อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 9,600 รูเปียหืต่อดอลลาร์สหรัฐ
1.2 อัตราเงินเฟ้อเดือน มิถุนายน อยู่ที่ร้อยละ 5.9 (YoY) ในขณะที่เดือน พฤษภาคม ร้อยละ 5.47 และ เมษายน ร้อยละ 5.57 สะท้อนค่าในแนวเพิ่มสูงขึ้น ธนาคารกลางคาดเดาว่าอัตราเงินเฟ้อในเดือน กรกฎาคม จะปรับสูงขึ้นอีกอาจจะถึงร้อยละ 7.2 เพราะเป็นช่วงรอมฎอน และรัฐบาลพึ่งปรับขึ้นราคาน้ำมันอุดหนุนน้ำมันเบนซินจาก 4,500 รูเปียห์/ลิตร เป็น 6,500 รูเปียห์/ลิตร (เพิ่มขึ้นร้อยละ 44) และนำมันดีเซลจาก 4,500 รูเปียห์/ลิตร เป็น 5,500 รูเปียห์/ลิตร (เพิ่มขึ้นร้อยละ 22) ดังนั้น เพื่อรับมือกับอัตราเงินเฟ้อ ธนาคารจึงตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนดยบาย 2 ครั้งในเดือน มิถุนายน โดยครั้งแรกปรับเพิ่มร้อยละ 0.25 จากร้อยะ 5.75 เป็น 6.0 และครั้งที่สอง ปรับเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 0.5 โดยปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโนบายอยู่ที่ ร้อยละ 6.5 และปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากกับธนาคารกลาง (deposit facility rate) หรือรู้จักในอินโดนีเซียในนาม FASBI จากร้อยละ 4.0 เป็นร้อยละ 4.25 และปรับเพิ่มอีกครั้งเป็นร้อยละ 4.75 เพื่อควบคุมอัตร้างินเฟ้อ/รักษาเสถียรภาพค่าเงินและเพิ่มสภาพคล่องให้กับเงินรูเปียห์ ภายหลังจากที่รัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมันอุดหนุน ซึ่งทำให้นักวิเคราะห์มองว่า ธนาคารกลางภายใต้การนำของนาย Agus Martowadojo ผู้ว่าการฯ คนใหม่ (อดีต รมว.กค.) จะหันไปใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวด แทนนโยบายการเงินแบบผ่อนปรนที่ธนาคารกลางเคยใช้มา
อัตราแลกเปลี่ยน เงินสกุลรูเปียห์ในเดือน มิถุนายน 2556 ปรับตัวอยู่ในช่วง 9,800-9,900 รูเปียห์/ดอลลาร์สหรัฐฯ และอ่อนค่าลงแตะระดับ 10,000 รูเปียห์/ดอลลาร์สหรัฐฯในเดือน กรกฎาคม 2556 ต่ำสุดที่ 10,500 รูเปียห์/ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งในช่วงนี้ ค่าเงินรุเปียห์อ่อนค่าที่สุดในรอบ 4 ปี และอ่อนค่าลงไปแล้วถึง ร้อยละ 5.7 (เคยอ่อนค่าถึง 10,200 รูเปียห์/ดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง กรกฎาคม 2552 ซึ่งเป็นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐฯ) และเป็นสกุลเงินที่มีสถานะ (Perform) แย่ที่สุดในภูมิภาค
ทุนสำรองระหว่างประเทศ เดือน มิถุนายน ลดต่าสุดจากระดับที่เคยมีมา ปัขขุบันอยู่ที่ 98 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเป็นครั้งแรกที่ทุนสำรองระหว่างประเทศลดต่ำกว่า 100 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2011 ซึ่งเทียบเท่ากับสามารถชำระค่าสินค้าและบริการจากต่างประเทศได้ 5.5 เดือน สาเหตุหลักมาจากการแทรกแซงค่าเงินรูเปียห์อย่างหนักของธนาคารกลาง
1.3 ในช่วง มกราคม – พฤษภาคม 2556 อินโดนีเซีย ขาดดุลการค้า 2,527 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากช่วเดียวกันของปีก่อนที่เคยได้ดุลการค้า 1,796 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สาเหตุมาจากการส่งออกที่ถกถอยลงแม้ว่าการนำเข้าจะลดลง มูลค่าการส่งออกรวม 76.25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ลดลงร้อยละ 6.46)3 แต่มูลค่าการนำเข้า 78.78 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ลดลงร้อยละ 1.18) ทั้งนี้ การนำเข้าสินค้าประเภททุนก็ลดลงเช่นกัน (ลดลงร้อยละ 17.31 ระหว่าง ม.ค.-เม.ษ. 2556) เป็นสัญยาณว่าการลวทุนใน อินโดนีเซียน่าจะขยายตัวลดลง ซึ่งสะท้อนให้เห็นผ่านดัชนีภาคการผลิต (Manager’s Purchasing Index) เดือน พ.ค. อยู่ที่ร้อยละ 51.6 ใกล้เคียงกับเดือน เม.ย. ที่ร้อยละ 51.7 และน่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจไม่เติบโตตามเป้าที่วางไว้ จึงทำให้ในชั้นนี้ นักวิเคราะห์หลายสถาบันต่างทะยอยปรับลดประมาณการเศรษฐกิจอินโดนีเซียทั้งปีลงมาอยู่ที่ประมาณ ร้อยละ 6.2 หรือต่ำกว่า นอกจากนี้ ในไตรมาสแรกของปีนี้อินนีเซียขาดดุลการชำระ (Balance of Payment) ถึง 6.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นการขาดดุลการชำระเงินครั้งแรกนับแต่ไตรมาส 4/2551 และถือเป็นการขากดุลการชำระเงินที่สูงที่สูด มากกว่าที่เคยขาดดุลการชำระเงินในปี ค.ศ. 2008 เพราะในขณะนั้นขาดดุลการชำระเป็นจำนวน 6.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และขณะนี้ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจำนวน 5.27 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ขาดดุลเป็นไตรมาสที่ 6 ติดต่อกัน) จากการเพิ่มขึ้นของการนำเข้าน้ำมัน อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังเชื่อมั่นว่า เมื่อปรับขึ้นราคาน้ำมันอุดหนุนแล้ว จะทำให้การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดลดลงเหลือประมาณร้อยละ 2.48 ของ GDP จากเดิมหากไม่ปรับอาจสูงถึงร้อยละ 3.83 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ตามวินัยการคลังของอินนีเซีย
1.4 การลงทุนจากต่างประเทศ ในไตรมาส 2/2556 อยู่ที่ประมาณ 7.17 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.9 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.3 จากไตรมาส 1/2556 สาขาหลักที่การลงทุนเข้าไป ได้แก่ เหมืองแร่ ขนส่ง โลหะ และเคมีภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม นับเป็นครั้งแรกที่การลงทุนในประเทศ (DDI) เพิ่มสูงขึ้นในไตรมาสนี้ถึงร้อยละ 59.1 และขยายตัวมากกว่าการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งนาย Basri รมว.กค. และรักษาการประธาน BKPM ให้ข้อสังเกตว่า วิถีดังกล่าวสะท้อนค่านิยมของนักลงทุนท้องถิ่นที่มีกลงทุนตามหลังนักลงทุนต่างชาติ ทั้งนี้ BKPM เห็นว่า การลงทุนจากต่างประเทศปีนี้น่าจะได้รับตามเป้า แม้ว่าจะขยายตัวลดลง โดยหากคำนวณว่า FDI ครึ่งปีแรกคิดเป็นร้อยละ 49 ของเป้าการลงทุนในปี 2556 ที่ประมาณ 38 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
2. มาตรการทางเศรษฐกิจที่สำคัญในช่วงไตรมาส 2/2556
2.1 การปรับราคานำมันอุดหนุน เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2556 รัฐบาลได้ประกาศขึ้นราคานำมันอุดหนุนเพื่อลดภาระทางงบประมาณของรัฐ จึงทำให้ราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มเป็น 5,500 รูเปียห์ (17 บาท) ต่อลิตร และน้ำมันเบนซินประเภทพรีเมียม ปรับเพิ่มเป็น 6,500 รูเปียห์ (20 บาท) ต่อลิตร โดยรัฐบาลได้ออกมจารการเยียวยาผลกระทบในลักษณะเงินชดเชยให้กับผ็ยากจน มูลค่าประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในจำนวนนี้ ประมาณ 1.25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จะถูกนำไปใช้ในโครงการสวัสดิการสังคม อาทิ โครงการข้างเพื่อคนยากจน (Raskin Program) และทุนการศึกษษ นอกจากนี้ จะแจกเป็นคูปองเงินสด (cash aid) ประมาณ 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และที่เหลือจะถูกนำไปใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เช่น การชลประทานและกาบำบัดน้ำเสีย
การปรับขึ้นาราคาน้ำมันอุดหนุนส่งผลให้ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นโยปริยาย เห็นได้จากค่าโดยสารรถสาธารณะภายในเมืองและระหว่างจังหวัดปรับขึ้นประมาณร้อยละ 15 ดดยผู้ว่าการกรุงจาการ์ตาได้อนุมัติให้ปรับขึ้นค่าโดยสารสาธารณะในกรุงจาการ์ตาทุกประเภทประมาณร้อยละ 15-50 ในขณะที่ค่าโดยสารสาธารณะทางน้ำเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 17 ราคาอาหารหลัก อาทิ ข้าว ไก่ เนื้อวัว ปรับขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 11.46 (YoY) จึงทำให้ประชาชนในเขตจาการ์ตาและปริมณฑลลดการใช้รถส่วนตัวและหันมาใช้บริการขนส่งสาธารณะโดยเฉพาะรถไฟมากขึ้น
2.2 มาตรการผ่อนคลายการจำกัดการนำเข้าสินค้าพืชสวน ก. เกษตร และ ก. การค้า ได้ออกประกาศควบคุมการนำเข้าสินค้าพืชสวนฉบับใหม่เลขที่ 47/2013 และ 16/2013 ตามลำดับ แทนประมาศเดิม (ตามโทรเลขที่อ้างอิง) สาระสำคัญ คือ เปลี่ยนการจำกัดปริมาณนำเข้าเป็นการควบคุมผ่านการออกใบอนุญาตการนำเข้าให้แก่ภาคเอกชน และให้โควต้าโดยคำนึงถึงฤดูกาลออกสู่ตลาดสินค้าเกษตรของอินโดนีเซีย และอนุญาตให้พืชสวน 5 ชนิด ได้แก่ กระเทียม กระหล่ำ หล้วยไม้ ดอก heliconia และดอกเก๊กฮวยเป็นสินค้าที่นำเข้าได้ไม่ต้องมีโควต้า เพราะเป็นสินค้าที่อินโดนีเซียขาดแคลน ต่อมาในเดือน มิ.ย. 2556 ก. การค้าประกาศให้เอกชนนำเข้าพืชสวนสำคัญเพิ่มเติม อาทิ พริก หอมใหญ่ และกอมแดง รวมถึงผลไม้เช่นส้ม แอปเปิ้ล และ grapefruit เนื่องจากไม่เพียงพอต่ออุปสงค์ในประเทศ โดยเฉพาะพริก กระเทียม และหอมแดง ราคาสูงขึ้นถึง 5-6 เท่า และเป็นปัจจัยทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นตามไปด้วย
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
