ฝ่ายการวิจัยของธนาคาร Standard Chartered ได้ประกาศผลการวิจัยในหัวข้อ “เวียดนามกับการบูชาทองคำ” และผลการวิจัยดังกล่าวพบว่า เวียดนามเป็นประเทศที่มีการซื้อขายทองคำมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของภูมิภาคเอเชีย รองจากอินเดีย จีน และไทย ซึ่งส่วนใหญ่คนเวียดนามใช้จ่ายโดยอ้างอิงราคาทองคำ เงินดอลลาร์สหรัฐ มากกว่าเงินด่งของเวียดนาม นอกจากนี้ คนเวียดนามยังใช้ทองคำแทนเงินสด ใช้ทองคำในการลงทุน และใช้ทองคำในการเก็บออมเงิน ดังนั้น ทองคำสำหรับคนเวียดนามจึงเป็นสิ่งที่มีค่ามหาศาลมากกว่าธนบัตรเงินสด
จากรายงานของธนาคาร Standard Chartered พบว่า สาเหตุที่ทำให้คนเวียดนามมีความต้องการทองคำสูงส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากวัฒนธรรม หลายคนเชื่อว่าทองคำคือช่องทางการเก็บออมที่ดีที่สุดจึงเริ่มซื้อและสะสมทองคำถึงแม้ว่าราคาทองคำจะผันผวนในบางครั้ง แต่คนเวียดนามก็ยังเลือกที่จะซื้อและสะสมทองคำ ทองคำส่วนใหญ่ที่คนเวียดนามให้ความสนใจคือทองคำแท่ง รองลงมาคือทองคำรูปพรรณ นอกจากนี้ คนเวียดนามยังนิยมเก็บทองไว้ที่บ้านมากกว่าการฝากทองคำไว้ที่ธนาคาร จากผลการคาดการณ์ของสมาพันธ์ทองคำของโลก ระบุว่า ยอดการสะสมทองคำในเวียดนามอาจสูงถึง 1,000 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่าร้อยละ 45 ของ GDP ในขณะที่ประเทศอื่นๆ มียอดการสะสมทองคำโดยเฉลี่ยอยู่ที่ต่ำกว่าร้อยละ 3 ของ GDP
สาเหตุประการที่ 2 ที่ทำให้คนเวียดนามคลั่งไคล้กับการสะสมทองคำเป็นผลมาจากอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้คนเวียดนามหันมาสะสมทองคำมากขึ้น ภายในช่วงระยะเวลา 5 ปี เวียดนามต้องเผชิญกับปัญหาอัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงถึง 2 ครั้ง โดยในเดือนสิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อของเวียดนามเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 23 จากนั้น 1 ปีต่อมาจึงค่อยๆ ลดลงเหลือต่ำกว่าร้อยละ 10 ดังนั้น การสะสมทองคำจึงเป็นวิธีหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากผลกระทบของอัตราเงินเฟ้อ นอกจากนี้ การซื้อที่มีมูลค่ามาก คนเวียดนามนิยมซื้อขายด้วยราคาทองคำ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากภาวะเงินตราอ่อนค่า
สาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้คนเวียดนามนิยมสะสมทองคำ คือ การขาดความเชื่อมั่นในค่าเงินด่งของเวียดนาม เนื่องจากตั้งแต่ปี 2551 เงินด่งของเวียดนามอ่อนค่าลงถึงร้อยละ 23 เนื่องจากผลกระทบของอัตราเงินเฟ้อและระบบเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ทำให้ส่งผลให้คนเวียดนามหันมาเก็งกำไรในค่าเงินดอลลาร์สหรัฐและราคาทองคำมากกว่าค่าเงินด่ง
เหตุผลดังกล่าวเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ความต้องการทองคำในเวียดนามสูงที่สุดในโลก ส่งผลให้รัฐบาลและธนาคารแห่งชาติของเวียดนามต้องออกมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาการเก็งกำไรในราคาทองคำ ทั้งนี้ ความเชื่อมั่นในค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่มีมากกว่าเงินด่งของเวียดนามส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจของเวียดนาม ดังนั้น ภารกิจสำคัญของรัฐบาลและธนาคารแห่งชาติคือการลดบทบาทของทองคำและเงินดอลลาร์สหรัฐ ในการทำธุรกรรมทางการเงินในประเทศ และสนับสนุนการใช้เงินด่งมากขึ้น อันจะนำมาซึ่งความเชื่อมั่นในค่าเงินด่งของเวียดนาม เมื่อความเชื่อมั่นในสกุลเงินมีมากขึ้นจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอัตราเงินเฟ้อและเพิ่มความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจของประเทศ
ขณะเดียวกัน ความแตกต่างระหว่างทองคำในประเทศและราคาทองคำในตลาดโลกส่งผลให้เกิดความผันผวนในราคาทองคำ นำไปสู่การซื้อขายทองคำเถื่อนซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำในประเทศเพิ่มสูงขึ้นส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ จากรายงานของธนาคาร Standard Chartered ระบุว่า ในแต่ละปีเวียดนามนำเข้าทองคำราว 100 ตันคิดเป็นมูลค่ากว่า 4.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 5 ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าทั้งหมดของเวียดนามในแต่ละปี
ทั้งนี้ การนำเข้าทองของเวียดนามยังส่งผลกระทบทำให้เวียดนามขาดดุลการค้าและส่งผลให้เงินด่งของเวียดนามอ่อนค่า นับตั้งแต่ปี 2552 เวียดนามประกาศลดค่าเงินด่งรวมทั้งสิ้น 5 ครั้ง เพื่อเป็นการแก้ไขสถานการณ์ราคาทองคำและป้องกันผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งชาติของเวียดนามได้ออกมาตรการต่างๆ อาทิ ควบคุมปริมาณการนำเข้าทองคำ ควบคุมและจำกัดการกู้ยืมทองคำ ล่าสุดธนาคารแห่งชาติออกกฤษฎีกาเลขที่ 24 ว่าด้วยสิทธิ์การนำเข้าและส่งออกทองคำของผู้ประกอบการ เป็นต้น
อย่างไรก็ดี ธนาคาร Standard Chartered ยังคงกังวลว่ามาตรการต่างๆ ที่ธนาคารแห่งชาติประกาศใช้ยังคงไม่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตอบสนองความต้องการทองคำยังคงไม่เพียงพอ เนื่องจากขาดแคลนอุปทาน ส่งผลให้ราคาทองคำในเวียดนามสูงกว่าราคาทองในตลาดโลกมาโดยตลอด ทั้งนี้ มาตรการต่างๆ ที่ประกาศออกมาจะสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้เพียงในระยะสั้น การสร้างความเชื่อมั่นให้กับเงินด่งของเวียดนามและลดปริมาณความต้องการทองคำลงถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างแท้จริงในระยะยาว
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
