นโยบายข้าวเวียดนาม : บทเรียนที่ไทยต้องรู้
นโยบายข้าวเวียดนาม : บทเรียนที่ไทยต้องรู้
     ทำไมส่งออกข้าวไทยตกเป็นอันดับที่3 และข้าวเวียดนามถึงสามารถครองทั้งตลาดอาเซียนและตลาดโลกได้? บทเรียนที่ไทยต้องเรียนรู้

     ในระยะสองปีที่ผ่านมา (ปี 2555 และ 2556) ไทยส่งออกข้าวในตลาดโลกเป็นอันดับที่สามติดต่อกันสองปีซ้อน (แพ้ข้าวของอินเดียและเวียดนาม) เวียดนามก็ได้ครองแชมป์ตลาดข้าวในอาเซียนแทนที่ประเทศไทย ทำไมข้าวของเวียดนามจึงสามารถครองทั้งตลาดอาเซียนและตลาดโลกได้ ?

     เราหันมาดูนโยบายข้าวของเวียดนามก่อนหน่อยนะครับ เรื่องแรกคือ "การเร่งพัฒนาพันธุ์ข้าว" เวียดนามพยายามที่ตอบสนองความต้องการของตลาดโลกที่เน้นคุณภาพข้าว ส่งผลทำให้หน่วยงานรัฐฯ จึงเร่งการพัฒนาพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพขึ้น ได้แก่ พันธุ์หน่างญาง (Nang Nhang) พันธุ์หน่างเฮือง (Nang Huong) และพันธุ์ต๊ามซวาม (Tam Xoan) หากเราได้ลองทานข้าว "คุณภาพเยี่ยม" ของเวียดนามที่เรียกว่า "Vietnamese Premium Rice" เราจะพบว่าเหมือนข้าวหอมมะลิของไทย เพียงแต่ไม่มีกลิ่นหอมเท่านั้น

     "นโยบาย ลด 3 เพิ่ม 3" รัฐบาลเวียดนามได้เริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 เพื่อลดต้นทุนในการผลิตข้าวและเพิ่มรายได้ ลด 3 คือ ลดปริมาณเมล็ดพันธุ์ให้เหมาะสม ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และลดการใช้ยาปราบศัตรูพืชและวัชพืช ส่วนเพิ่ม 3 คือ เพิ่มผลผลิต เพิ่มคุณภาพ และเพิ่มผลกำไร นโยบายนี้ทำให้ชาวนาเวียดนามมีกำไรเพิ่มขึ้นอีก 20%

     "นโยบายการส่งออก" เป็นอีกหนึ่งนโยบายที่ทำให้ผลักดันให้ข้าวเวียดนามครองตลาดโลก โดยมอบหมายให้สมาคมอาหารเวียดนาม (Vietnam Food Association : VFA) ทำหน้าเป็นผู้กำหนดราคาส่งออกข้าวขั้นต่ำ (Minimum Export Price : MEP) หรือ "ราคาเดียว" ที่ขายให้กับต่างประเทศ (ไม่ต้องไปตัดราคากันเองในตลาดโลก) และทำหน้าที่เป็นผู้จัดสรรโควตาในการส่งออกข้าวให้แก่ผู้ส่งออกในแต่ละราย

     นอกจากนี้ เวียดนามได้มีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการส่งออกและค้าข้าวฉบับใหม่ (มีผลบังคับใช้ 1 มกราคม พ.ศ. 2553) โดยกำหนดให้บริษัทส่งออกต้องมีคลังและไซโลเก็บข้าวขนาด 5,000 ตัน (ภายในต้นเดือนกันยายน พ.ศ. 2553) และมีโรงสีที่สามารถสีข้าวได้อย่างต่ำ 10 ตันต่อชั่วโมง เป็นของตนเอง โดยบริษัทส่งออกรายใดที่ไม่สามารถส่งออกข้าวได้ 12 เดือนติดต่อกัน จะถูกเพิกถอนใบอนุญาตให้ส่งออกข้าว ทั้งนี้เพื่อเป็นหลักประกันว่าเวียดนามจะมีข้าวเพียงพอ สำหรับการส่งออกและยกระดับความสามารถในการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดดังกล่าวอาจทำให้บริษัทส่งออกขนาดเล็ก ประสบปัญหาและต้องปิดกิจการไปบางส่วน

     "นโยบายความร่วมมือด้านค้าข้าวกับต่างประเทศ" เพื่อต้องการส่งออกข้าวให้ได้ในปริมาณมาก รัฐบาลเวียดนามได้มีนโยบายร่วมมือด้านข้าวกับประเทศเพื่อนบ้านในหลากหลายรูปแบบด้วยกัน เช่น ด้านความร่วมมือระหว่างเวียดนามกับกัมพูชา เวียดนามได้ตั้งบริษัทร่วมทุนด้านข้าวกับกัมพูชา ชื่อว่าบริษัท “Cambodian - Vietnam Food Company: Cavifoods” เพื่อทำธุรกิจข้าวแบบครบวงจรในกัมพูชา โดยเน้นการลงทุนด้านกระบวนการผลิต การเก็บรักษา และการส่งข้าวออก รวมถึงการสร้างโรงสีข้าว ไซโลเก็บข้าวและโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ข้าวต่างๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

     นอกจากนี้ บริษัทได้จัดตั้งคลังสินค้าในต่างประเทศ จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ ฟิลิปปินส์ แทนซาเนีย กานา และแอฟริกาใต้ อีกทั้งยังมีแผนที่จะก่อตั้งบริษัทร่วมทุนด้านอาหารกับพม่าอีกด้วย

     "นโยบายการพัฒนาการเกษตรชนบทเวียดนาม" เวียดนามได้มียุทธศาสตร์การพัฒนาการเกษตรชนบท ปี พ.ศ. 2554 - พ.ศ. 2563 เพื่อวางทิศทางและเป้าหมายในการพัฒนาการผลิตด้านการเกษตรของประเทศในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยการผลิตข้าวนั้นเวียดนามมีเป้าหมายที่จะพัฒนากรรมวิธี การผลิตข้าวให้มีความทันสมัย สร้างความมั่นคงทางด้านอาหารให้กับประเทศ เสริมสร้างความสามารถการแข่งขันในการส่งออก ซึ่งนโยบายที่รัฐบาลเวียดนามจะนำมากำหนดใช้ จะต้องตอบสนองความต้องการของประชาชน และอยู่บนพื้นฐานความต้องการที่แท้จริงของเกษตรกรโดยเฉพาะการจัดสรรที่ดินและเครื่องมือให้แก่ชาวนา การกำหนดนโยบายและมาตรการใหม่ๆ ที่ช่วยเสริมสร้างการผลิตสินค้าและระบบกลไกตลาด

     นโยบายสุดท้ายคือ "นโยบายช่วยเหลือเกษตรกรโดยการจัดตั้งโครงการสินเชื่อเกษตรกรและโครงการประกันภัย" มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในเวียดนาม ให้ได้รับความคุ้มครองการขาดทุน หากผลผลิตตกต่ำ อันเป็นผลมาจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น ภัยแล้ง อุทกภัย และพายุไต้ฝุ่น และในปี พ.ศ. 2553 บริษัท Swiss Reinsurance Company Ltd (Swiss Re) ได้เปิดตัวโครงการประกันภัย ซึ่งพัฒนาร่วมกับบริษัท Vietnam Agribank Insurance Joint Stock Company (ABIC) โดยโครงการประกันภัยครอบคลุมถึงการปล่อยสินเชื่อให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวใน 10 จังหวัดของเวียดนาม และมีโอกาสขยายโครงการไปทั่วประเทศในอนาคต

     ซึ่งข้อตกลงระบุว่า ABIC ซึ่งเป็นบริษัทประกันที่อยู่ภายใต้การดูแลของ Agribank ซึ่งเป็นธนาคารเพื่อการเกษตรเวียดนาม และเป็นผู้ปล่อยสินเชื่อเพื่อการเกษตรรายหลักของประเทศ จะคุ้มครองเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่เป็นลูกค้าของ Agribank ที่ไม่สามารถชำระเงินกู้ได้ เนื่องจากผลผลิตตกต่ำ โดย ABIC จะโอนความเสี่ยงผ่านการประกันภัยต่อไปยัง Swiss Re และบริษัท Vietnam National Reinsurance Company (Vina Re)

     โดยที่ผ่านมา Agribank ได้ปล่อยสินเชื่อให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว 5 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศเวียดนาม ซึ่งโครงการประกันภัยนี้ จะช่วยให้ Agribank มีความมั่นใจในการปล่อยสินเชื่อให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ในการลดผลกระทบจากการที่เกษตรกรไม่สามารถชำระหนี้คืนได้เนื่องจากผลผลิตตกต่ำ ซึ่งโครงการประกันภัยนี้มีความสำคัญมากเมื่อพิจารณาจากในอดีตที่ผลผลิตทางการเกษตรที่เสียหายมีสัดส่วนมากถึงร้อยละ 5 ของจีดีพีของประเทศเวียดนาม จะเห็นได้ว่ารัฐบาลเวียดนามได้เตรียมพร้อมในทุกด้าน เพื่อผลักดันให้ข้าวเป็นสินค้าเกษตรที่สำคัญโดยมีเป้าหมายที่จะยึดพื้นที่"เบอร์หนึ่งข้าวโลก" ให้ได้ในเร็ววัน

ผู้เขียน : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
ขอบคุณรูปภาพจาก : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
10 มีนาคม 2557
แหล่งข้อมูล: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและแรงสนับสนุนของภาครัฐต่อ การสนับสนุนการลงทุนต่างชาติ (FDI) ทำให้เวียดนามกลายเป็นตลาดที่น่าจับตามอง
  • เวียดนาม ประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างเข้มแข็งและพลวัตรที่เป็นไปทางบวกโดยต่อเนื่องทำให้เวียดนามเนื้อหอมในหมู่นักลงทุนต่างชาติ จนหลายครั้ง ไทยรู้สึกเกร็ง ๆ กับแนวโน้มที่เวียดนามกลายเป็นขึ้นแท่นลูกรักของต่างชาติในการเป็นฐานการผลิตและฐานการลงทุนในภูมิภาคนี้ แม้การแข่งขันกับไทยในบางสาขาธุรกิจอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่แค่เปลี่ยนมุมคิด ก็อาจพลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้
  • “ดั๊กนง” ชื่อจังหวัดที่ยังอาจไม่เป็นที่คุ้นหูมากนักของผู้ประกอบการไทย เป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจในเวียดนาม ตั้งอยู่ใกล้เมืองหลวงเก่าเพียง 4 ชั่วโมงทางรถยนต์จากนครโฮจิมินห์
  • เงินทุนจากต่างชาติที่หลั่งไหลเข้าไปลงทุนในเวียดนามอย่างต่อเนื่อง ทำให้รัฐบาลเวียดนามเร่งปรับปรุงนโยบายและระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อต้อนรับการลงทุนจากต่างชาติให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  
  • จากข้อมูลของสมาคมผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารทะเลเวียดนาม รายงานว่า ในปี2557 การส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารทะเลมูลค่า 7.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
  • ปลาแซลมอน คือ ปลาที่พบกระจายพันธุ์อยู่ในซีกโลกทางเหนือ คือ อเมริกาเหนือ อลาสกา ,ไซบีเรีย, ยุโรปเหนือ, เอเชียเหนือ และเอเชียตะวันออก ปลาแซลมอนผสมพันธุ์ในน้ำจืดแต่ชีวิตส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในมหาสมุทร

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ