
แม้ทุกวันนี้ อินโดนีเซีย จะเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ผลิตไข่มุกรายใหญ่สุดของโลก แต่ผู้เชี่ยวชาญก็เห็นว่า มีความจำเป็นที่ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้ จะต้องเดินหน้าส่งเสริมผลิตภัณฑ์ไข่มุกไปทั่วโลก เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุด
แม้ทุกวันนี้ อินโดนีเซีย จะเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ผลิตไข่มุกรายใหญ่สุดของโลก แต่ผู้เชี่ยวชาญก็เห็นว่า มีความจำเป็นที่ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้ จะต้องเดินหน้าส่งเสริมผลิตภัณฑ์ไข่มุกไปทั่วโลก เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุด
อย่างไรก็ตาม แม้อินโดนีเซียจะเป็นผู้ผลิตรายใหญ่สุดของโลก แต่อุตสาหกรรมไข่มุกของอินโดนีเซียยังไม่สามารถครอบครองตลาดโลกได้ ซึ่งนายสุตาร์โจตั้งข้อสังเกตว่า ไข่มุกทะเลใต้จากอินโดนีเซีย ยังไม่ได้รับความนิยมในระดับโลก ทั้ง ๆ ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงมาก
ข้อเท็จจริงนี้ ทำให้รัฐบาลอินโดนีเซียตัดสินใจจับมือกับภาคเอกชนเปิดตัวโครงการริเริ่ม ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมไข่มุก
หนึ่งในนั้นคือการจัดเทศกาลไข่มุกอินโดนีเซีย ระหว่างวันที่ 27-29 สิงหาคมนี้ที่กรุงจาการ์ตา เพื่อแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมไข่มุกต่อภาคธุรกิจ
อินโดนีเซียมีศูนย์กลางการผลิตไข่มุกทะเลใต้อยู่ในน่านน้ำหลายจังหวัด ทั้งที่เกาะบาหลี นูซาเต็งการาตะวันตก โดยเฉพาะหมู่เกาะลอมบ็อก และหมู่เกาะซัมบาวา รวมทั้งในสุลาเวสี โมลุกกะ ปาปัว และอีกหลายพื้นที่ ในฐานะผู้ผลิตไข่มุกเซาท์ซีรายใหญ่สุด ปี 2548 อินโดนีเซียผลิตได้ถึง 12 ตัน และเพิ่มเป็น 18 ตันในปี 2552
สุลาเวสี หนึ่งในศูนย์กลางการผลิตสำคัญ เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพอย่างมากในการเพาะเลี้ยงไข่มุก ส่วนที่จังหวัดโกรอนตาโล หน่วยงานบริหารท้องถิ่นได้มองหาความร่วมมือจากญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาศูนย์กลางการผลิตไข่มุก
ผู้ช่วยนายอำเภอโกรอนตาโลเหนือ "นายรอนี อิมราน" กล่าวว่า สภาเศรษฐกิจเอฮิเมะแห่งญี่ปุ่นเสนอความช่วยเหลือในการพัฒนาอุตสาหกรรมไข่มุกในอำเภอนี้ หากเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงไข่มุกร่วมมือกันรักษาสภาพแวดล้อม เพื่อให้ไข่มุกปลอดจากการปนเปื้อน ในการค้าไข่มุกระดับโลก อินโดนีเซียครองอันดับ 9 ครองส่วนแบ่งการตลาด 2.07% ด้วยมูลค่าการส่งออก 1,400 ล้านดอลลาร์
อธิบดีกรมตลาดผลิตภัณฑ์ประมงและการแปรรูป "นายซาอุต พี. ฮูตากาลุง" อธิบายว่า ตลาดไข่มุกโลกถูกควบคุมโดยไข่มุกสี่ชนิด ได้แก่ มุกเซาท์ซีผลิตโดยอินโดนีเซีย ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ และพม่า มุกน้ำจืดผลิตโดยจีน มุกอาโกยาผลิตโดยญี่ปุ่นและจีน และไข่มุกดำผลิตโดยตาฮิติ ส่วนไข่มุกอินโดนีเซียนั้นส่งออกไปยังญี่ปุ่น ฮ่องกง ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ ไทย สวิตเซอร์แลนด์ อินเดีย นิวซีแลนด์ และฝรั่งเศส
ดังนั้น รัฐบาลอินโดนีเซียโดยกระทรวงกิจการทางทะเลและสัตว์น้ำจะเดินหน้าส่งเสริมมุกเซาท์ซีอินโดนีเซียต่อไป เพื่อให้อุตสาหกรรมนี้มีส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
ขอบคุณรูปภาพจาก : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
http://bit.ly/1hp3OqJ
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
