สถานการณ์เศรษฐกิจญี่ปุ่นที่น่าสนใจ

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจของญี่ปุ่น จากข้อมูลที่รวบรวมขึ้นช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2558 โดยเห็นว่า ในภาพรวมแล้วเศรษฐกิจญี่ปุ่นดีขึ้นแม้ว่าจะยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ โดยปัจจัยส่งเสริมที่สำคัญ คือ การขึ้นเงินเดือนของเอกชน ที่มีส่วนกระตุ้นการบริโภคของชาวญี่ปุ่น ประกอบกับที่ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงได้ส่งเสริมการส่งออกของประเทศ ประกอบกับจังหวะที่ราคาน้ำมันดิบลดลง ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ลดต้นทุนการส่งออก และค่าใช้จ่ายในการนำเข้าสินค้าลดลงด้วยเช่นกัน
เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2558 สำนักงานความร่วมมือญี่ปุ่น ได้ประกาศอัตราการเติบโตของ GDP ญี่ปุ่นประจำงวดเดือน ต.ค.- ธ.ค. 2557 เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 525.8 ล้านล้านเยน เป็นครั้งแรกในรอบ 9 เดือน หลังจากที่รัฐบาลญี่ปุ่นปรับเพิ่มอัตราภาษีผู้บริโภคเป็นร้อยละ 8 ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2557 โดยปัจจัยภายในประเทศที่ทำให้เกิดอัตราการเติบโตของ GDP ก็คือการส่งออก โดยเฉพาะการส่งออกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเคมีภัณฑ์ไปยังสหรัฐฯ และจีน รวมทั้งการบริโภคของชาวญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่แล้วถึงร้อยละ 11 ก็เป็นปัจจัยเสริมที่ผลักดันการเพิ่มมูลค่าการบริโภคในญี่ปุ่น รัฐบาลญี่ปุ่นคาดการณ์ว่า หากสามารถบรรลุเป้าหมายการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในญี่ปุ่นเป็น 20 ล้านคน ในปี 2563 ได้จริง ก็จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจญี่ปุ่นได้มากยิ่งขึ้นในอนาคต
พร้อมกันนี้ สำนักงานความร่วมมือญี่ปุ่น ยังได้ประกาศสภาวะเศรษฐกิจญี่ปุ่นช่วงเดือนมกราคม 2558 ว่าน่าจะมีการปรับตัวขึ้นอย่างช้าๆ จากการปรับเพิ่มของเงินเดือนของภาคเอกชน เนื่องจาก ผลกำไรของบริษัทในญี่ปุ่นที่เพิ่มสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ประกอบกับอัตราการว่างงานในญี่ปุ่นเมื่อเดือน ธันวาคม 2557 อยู่ที่ร้อยละ 3.4 ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 17 ปี 4 เดือน เพราะมีการจ้างงานในอุตสาหกรรมค้าส่ง ค้าปลีก การแพทย์และสาธารณสุข โดยรวมมีแรงงานว่าจ้าง 56.4 ล้านคน ซึ่งสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งมีข้อน่าสังเกตว่า การจ้างแรงงานเพศหญิงสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน คือ 27.63 ล้านคน ในประเด็นนี้รัฐบาลญี่ปุ่นเห็นว่า เป็นการสะท้อนถึงการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในด้านเศรษฐกิจมากขึ้นอันเป็นไปตามการใช้นโยบาย Abenomics
เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 นายกรัฐมนตรีอาเบะ ได้แถลงนโยบายด้านเศรษฐกิจต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยสามัญ โดยเน้นการดำเนินตามยุทธศาสตร์การเติบโต (Growth Strategy) และการปฏิรูปด้านการเกษตรครั้งใหญ่ที่สุด รวมไปถึงการส่งเสริมกิจกรรมด้านสตรี และการฟื้นฟูท้องถิ่น ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพความสามารถในการแข่งขันให้มากขึ้น โดยเชื่อมั่นว่า นโยบาย Abenomics กำลังทำให้ญี่ปุ่นบรรลุเป้าหมายการฟื้นฟูเศรษฐกิจ สร้างนโยบายการคลังขึ้นมาใหม่ และปฏิรูปกิจการสังคมสงเคราะห์ไปพร้อมกัน พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี อาเบะ ยังกล่าวว่า รัฐบาลญี่ปุ่นจะยังรักษาเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อไว้ที่ร้อยละ 2 ต่อไป และต้องการให้ธนาคารแห่งชาติญี่ปุ่นผ่อนคลายทางการเงินได้เหมาะสม ดังเช่นที่ได้ดำเนินมาตรการทางการเงิน จนทำให้ญี่ปุ่นพ้นจากภาวะเงินฝืดและให้ญี่ปุ่นมีเศรษฐกิจในเชิงบวกได้
ทั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นยังคงเป้าหมายดุลการคลังเบื้องต้นสาธารณะ (Primary Balance) เกินดุลให้ได้ภายในปีงบประมาณ 2563 ของรัฐบาลญี่ปุ่น จากปัจจุบันที่ขาดดุลถึงร้อยละ 3.3 ของมูลค่า GDP เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 ได้มีการประชุมคณะที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจและการคลัง โดยมีคณะกรรมการจากภาคเอกชนญี่ปุ่น อาทิ ประธานเคดันเรนเข้าร่วมด้วย โดยมีสาระสำคัญ คือ แม้ GDP สามารถเติบโตได้ร้อยละ 2 ต่อปีจนถึงปี 2563 ตามเป้าหมาย แต่ Primary Balance อาจยังขาดดุลประมาณ 9.4 ล้านล้านเยน จึงอาจจำเป็นต้อง (1) ลดค่าใช้จ่ายด้านประกันสังคมประมาณ 5.5 ล้านล้านเยน โดยเฉพาะการลดค่าใช้จ่ายด้านการแพทย์ เช่น ลดจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารักษาในโรงพยาบาล โดยการพัฒนาและวิจัยผลิตภัณฑ์ยาให้มากขึ้น และการเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการพยาบาล (2) หลังจากปรับขึ้นอัตราภาษีผู้บริโภคเป็นร้อยละ 10 ในเดือน เม.ย. 2560 อาจมีความจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราภาษีผู้บริโภคอีกประมาณร้อยละ 2 เป็นประมาณร้อยละ 12 เพื่อให้ดุลการคลังของรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นเกินดุล
ซึ่งการเพิ่มอัตราภาษีผู้บริโภคในทุกๆ ร้อยละ 1 จะทำให้เพิ่มรายรับด้านภาษีได้ 2-3 ล้านล้านเยน ซึ่งผลดังกล่าวจะถูกนำเสนอในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น เพื่อหามาตรการที่เหมาะสมต่อไป
ในท้ายนี้ สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า การปรับขึ้นอัตราภาษีของผู้บริโภค จากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 8 ทำให้เศรษฐกิจมีการปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้นตามลำดับก็จริงอยู่ แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะสามารถสร้างวงจรทางของเศรษฐกิจเชิงบวกในระยะยาวนั้น จำเป็นต้องมีการเพิ่มเงินเดือนของภาคเอกชน ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้การบริโภคส่วนบุคคลเพิ่มมากขึ้น และนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของรายได้และกำไรของภาคเอกชน อันจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นในอนาคต
เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2558 สำนักงานความร่วมมือญี่ปุ่น ได้ประกาศอัตราการเติบโตของ GDP ญี่ปุ่นประจำงวดเดือน ต.ค.- ธ.ค. 2557 เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 525.8 ล้านล้านเยน เป็นครั้งแรกในรอบ 9 เดือน หลังจากที่รัฐบาลญี่ปุ่นปรับเพิ่มอัตราภาษีผู้บริโภคเป็นร้อยละ 8 ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2557 โดยปัจจัยภายในประเทศที่ทำให้เกิดอัตราการเติบโตของ GDP ก็คือการส่งออก โดยเฉพาะการส่งออกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเคมีภัณฑ์ไปยังสหรัฐฯ และจีน รวมทั้งการบริโภคของชาวญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่แล้วถึงร้อยละ 11 ก็เป็นปัจจัยเสริมที่ผลักดันการเพิ่มมูลค่าการบริโภคในญี่ปุ่น รัฐบาลญี่ปุ่นคาดการณ์ว่า หากสามารถบรรลุเป้าหมายการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในญี่ปุ่นเป็น 20 ล้านคน ในปี 2563 ได้จริง ก็จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจญี่ปุ่นได้มากยิ่งขึ้นในอนาคต
พร้อมกันนี้ สำนักงานความร่วมมือญี่ปุ่น ยังได้ประกาศสภาวะเศรษฐกิจญี่ปุ่นช่วงเดือนมกราคม 2558 ว่าน่าจะมีการปรับตัวขึ้นอย่างช้าๆ จากการปรับเพิ่มของเงินเดือนของภาคเอกชน เนื่องจาก ผลกำไรของบริษัทในญี่ปุ่นที่เพิ่มสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ประกอบกับอัตราการว่างงานในญี่ปุ่นเมื่อเดือน ธันวาคม 2557 อยู่ที่ร้อยละ 3.4 ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 17 ปี 4 เดือน เพราะมีการจ้างงานในอุตสาหกรรมค้าส่ง ค้าปลีก การแพทย์และสาธารณสุข โดยรวมมีแรงงานว่าจ้าง 56.4 ล้านคน ซึ่งสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งมีข้อน่าสังเกตว่า การจ้างแรงงานเพศหญิงสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน คือ 27.63 ล้านคน ในประเด็นนี้รัฐบาลญี่ปุ่นเห็นว่า เป็นการสะท้อนถึงการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในด้านเศรษฐกิจมากขึ้นอันเป็นไปตามการใช้นโยบาย Abenomics
เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 นายกรัฐมนตรีอาเบะ ได้แถลงนโยบายด้านเศรษฐกิจต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยสามัญ โดยเน้นการดำเนินตามยุทธศาสตร์การเติบโต (Growth Strategy) และการปฏิรูปด้านการเกษตรครั้งใหญ่ที่สุด รวมไปถึงการส่งเสริมกิจกรรมด้านสตรี และการฟื้นฟูท้องถิ่น ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพความสามารถในการแข่งขันให้มากขึ้น โดยเชื่อมั่นว่า นโยบาย Abenomics กำลังทำให้ญี่ปุ่นบรรลุเป้าหมายการฟื้นฟูเศรษฐกิจ สร้างนโยบายการคลังขึ้นมาใหม่ และปฏิรูปกิจการสังคมสงเคราะห์ไปพร้อมกัน พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี อาเบะ ยังกล่าวว่า รัฐบาลญี่ปุ่นจะยังรักษาเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อไว้ที่ร้อยละ 2 ต่อไป และต้องการให้ธนาคารแห่งชาติญี่ปุ่นผ่อนคลายทางการเงินได้เหมาะสม ดังเช่นที่ได้ดำเนินมาตรการทางการเงิน จนทำให้ญี่ปุ่นพ้นจากภาวะเงินฝืดและให้ญี่ปุ่นมีเศรษฐกิจในเชิงบวกได้
ทั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นยังคงเป้าหมายดุลการคลังเบื้องต้นสาธารณะ (Primary Balance) เกินดุลให้ได้ภายในปีงบประมาณ 2563 ของรัฐบาลญี่ปุ่น จากปัจจุบันที่ขาดดุลถึงร้อยละ 3.3 ของมูลค่า GDP เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 ได้มีการประชุมคณะที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจและการคลัง โดยมีคณะกรรมการจากภาคเอกชนญี่ปุ่น อาทิ ประธานเคดันเรนเข้าร่วมด้วย โดยมีสาระสำคัญ คือ แม้ GDP สามารถเติบโตได้ร้อยละ 2 ต่อปีจนถึงปี 2563 ตามเป้าหมาย แต่ Primary Balance อาจยังขาดดุลประมาณ 9.4 ล้านล้านเยน จึงอาจจำเป็นต้อง (1) ลดค่าใช้จ่ายด้านประกันสังคมประมาณ 5.5 ล้านล้านเยน โดยเฉพาะการลดค่าใช้จ่ายด้านการแพทย์ เช่น ลดจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารักษาในโรงพยาบาล โดยการพัฒนาและวิจัยผลิตภัณฑ์ยาให้มากขึ้น และการเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการพยาบาล (2) หลังจากปรับขึ้นอัตราภาษีผู้บริโภคเป็นร้อยละ 10 ในเดือน เม.ย. 2560 อาจมีความจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราภาษีผู้บริโภคอีกประมาณร้อยละ 2 เป็นประมาณร้อยละ 12 เพื่อให้ดุลการคลังของรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นเกินดุล
ซึ่งการเพิ่มอัตราภาษีผู้บริโภคในทุกๆ ร้อยละ 1 จะทำให้เพิ่มรายรับด้านภาษีได้ 2-3 ล้านล้านเยน ซึ่งผลดังกล่าวจะถูกนำเสนอในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น เพื่อหามาตรการที่เหมาะสมต่อไป
ในท้ายนี้ สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า การปรับขึ้นอัตราภาษีของผู้บริโภค จากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 8 ทำให้เศรษฐกิจมีการปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้นตามลำดับก็จริงอยู่ แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะสามารถสร้างวงจรทางของเศรษฐกิจเชิงบวกในระยะยาวนั้น จำเป็นต้องมีการเพิ่มเงินเดือนของภาคเอกชน ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้การบริโภคส่วนบุคคลเพิ่มมากขึ้น และนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของรายได้และกำไรของภาคเอกชน อันจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นในอนาคต
7 เมษายน 2558
แหล่งข้อมูล:
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว
ญี่ปุ่น, ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
