ค้าปลีกช่วงเทศกาลไม่เฟื่อง
ค้าปลีกช่วงเทศกาลไม่เฟื่อง
     ชาวอเมริกันหลายรายชะลอการช็อปปิ้งของขวัญในปีนี้ออกไป โดยบางส่วนยังมีความตึงตัวทางการเงิน ขณะที่อีกบางส่วนรอเวลาที่ร้านค้าลดราคาสินค้าลงมากกว่าเดิม
     แม้ว่าเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาจะฟื้นตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่คนทำงานส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการขึ้นเงินเดือนตาม ขณะที่คนที่มีกำลังพอใช้จ่ายบางรายรู้สึกไม่พอใจกับการโฆษณาสินค้าและโปรโมชันระหว่างเทศกาลหาซื้อของขวัญคริสต์มาส
      อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่สุดคือผู้บริโภคขาดความกระตือรือร้นในการซื้อสินค้าช่วงใกล้เทศกาลคริสต์มาส เนื่องจากนับตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ผู้ค้าปลีกในสหรัฐฯ นำสินค้าออกมาลดราคาตลอดทั้งปี ด้วยเหตุนี้ชาวอเมริกันจึงชะลอการซื้อสินค้าเพื่อรอให้มีการลดราคาลงเพิ่มเติม และเพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและกระตุ้นยอดขาย ร้านค้าปลีกยิ่งลดราคาลงมาขึ้นในช่วงที่ผู้คนออกมาจับจ่ายซื้อสินค้ามากที่สุดของปี ส่งผลให้อัตรากำไรของตนเองลดลง
      สมาพันธ์ค้าปลีกแห่งชาติของสหรัฐฯ ประเมินว่า ยอดขายช่วงสุดสัปดาห์วันขอบคุณพระเจ้า ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นฤดูกาลซื้อของขวัญคริสต์มาสอย่างเป็นทางการ ลดลง 2.9% จากปีก่อน เป็น 5.74 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นับเป็นการลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปีที่มีการติดตามเก็บข้อมูล ขณะเดียวกันข้อมูลจากช็อปเปอร์แทร็กระบุว่า ระหว่างช่วงสัปดาห์ถัดมา ยอดขายลดลงอีก 2.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน และจำนวนลูกค้าที่มาซื้อสินค้าในร้านลดลงเกือบ 22%
      ตัวเลขดังกล่าวนับเป็นข่าวร้ายสำหรับร้านค้าปลีกที่พึ่งพารายได้จากช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีเป็นสัดส่วนถึง 40% ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงทัศนคติของผู้ซื้อในสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอาจจะกดดันให้ร้านค้าต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์
      ร้านค้าลดราคาสินค้าในช่วงเศรษฐกิจถดถอยเพื่อดึงผู้บริโภคที่ต้องรัดเข็มขัดเข้าร้าน และแข่งขันกับเว็บไซต์ที่จำหน่ายสินค้าในราคาถูกกว่า เช่น อเมซอน อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคกลับเคยชินกับการซื้อสินค้าลดราคาและในเวลานี้ไม่ยอมซื้อสินค้าที่ไม่มีส่วนลด การลดราคาบ่อยครั้งทำให้การโปรโมชันช่วงปลายปีขาดความน่าสนใจลงไป
      สมาพันธ์ค้าปลีกคาดการณ์ว่า การใช้จ่ายในช่วงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมปีนี้จะเพิ่มขึ้น 3.9% เป็น 6.02 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ได้มาซึ่งการเติบโตในระดับดังกล่าว นักวิเคราะห์กล่าวว่าผู้ค้าปลีกต้องลดราคาสินค้าลงอย่างหนัก ซึ่งส่งผลต่อผลกำไร บริษัทวิจัย รีเทล เมทริกส์ คาดการณ์ว่า ผลกำไรของบริษัทค้าปลีกจะเติบโตขึ้น 2.1% นับเป็นอัตราการเติบโตที่อ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่กำไรหดตัว 6.7% ในไตรมาส 2 ของปี 2552 ซึ่งเป็นช่วงที่สหรัฐฯ ตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอย
      วิกฤติเศรษฐกิจส่งผลให้ชาวอเมริกันประหยัดการใช้จ่าย มองหาสินค้าราคาถูก และพิถีพิถันในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้ามากขึ้น พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปส่งผลกระทบต่อร้านค้าปลีกจำพวกเสื้อผ้า รองเท้า และสินค้าสำหรับเทศกาล โดยผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าชิ้นใหญ่มากขึ้นในช่วงปลายปี
      ข้อมูลจากทางการระบุว่า ยอดขายในธุรกิจค้าปลีกเพิ่มขึ้น 0.7% ในเดือนพฤศจิกายน โดยแม้ว่าจะเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 5 เดือน แต่การเติบโตมีปัจจัยจากสินค้าขนาดใหญ่ อาทิ รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก
      เหตุผลที่ชาวอเมริกันเลือกซื้อสินค้าขนาดใหญ่ เนื่องจากต้องการใช้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยต่ำ ประกอบกับผู้บริโภคจำนวนมากใช้หนี้สินในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจไปแล้ว จึงสะดวกใจที่จะใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าด้วยเงินก้อนใหญ่อีกครั้ง
      ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ อาทิ เมซีส์ และทาร์เก็ต กล่าวว่าความสนใจของผู้บริโภคที่หันเหสู่สินค้าขนาดใหญ่ส่งผลกระทบต่อยอดขายสินค้าฟุ่มเฟือย ขณะที่สมาพันธ์ค้าปลีกกล่าวว่าพฤติกรรมดังกล่าวส่งผลต่อยอดขายในช่วงเทศกาลเป็นพิเศษ


ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,906  วันที่ 19 - 21  ธันวาคม  พ.ศ. 2556
23 ธันวาคม 2556
แหล่งข้อมูล: ฐานเศรษฐกิจออนไลน์
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • จากตอนที่แล้วเราได้ทำความรู้จักกับกฏหมาย Trade Facilitation and Trade Enforcement Act of 2015    (TFTEA 2015)  ซึ่งให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรสหรัฐฯ ในการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานผิดกฎหมายซึ่งรวมถึง แรงงานบังคับ (Forced Labor) แรงงานที่ผลิตโดยนักโทษ (Prison Labor) และ แรงงานขัดหนี้ (Indentured Labor) เข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ โดยเป็นการสกัดกั้นการนำเข้าสินค้าในลักษณะเป็นรายบริษัท และมิใช่รายประเทศ
  • เมื่อกลางปีนี้สหรัฐฯได้ปรับให้ไทยอยู่ใน Tier 2  Watch List ในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ (รายงาน TIP Report) ประจำปี 2559 หลังจากปรับลดระดับให้ไทย อยู่ใน Tier 3 เป็นเวลาสองปีติดต่อกัน  ซึ่งเป็นสัญญาณว่าสหรัฐฯเล็งเห็นว่าไทยเรามีพัฒนาการในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และปัญหาแรงงานผิดกฎหมายที่ดีขึ้น  
  • กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ รายงานยอดจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้นสองหลักเกือบทุกปีนับตั้งแต่ปี 2533 และยังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องในอนาคต โดย The Nutrition Business Journal ได้รายงานว่า นับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2551 อัตราการขยายตัวของยอดขายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเกินร้อยละ 10 ทุกปี ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ มีมีมูลค่ากว่า 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.3 ล้านล้าน บาท) ในปี 2558
  • สหภาพแรงงานอุตสาหกรรมเหล็กอเมริกาเหนือ (The United Steelworkers Union: USW) ได้ยื่นคำร้องต่อ International Trade Commission ขอไต่สวนการทุ่มตลาดและการอุดหนุนสำหรับสินค้ายางรถบรรทุกขนาดกลางและรถโดยสารของจีนในตลาดสหรัฐฯ ตามมาตรา 701 และ 731 ของกฎหมายภาษีศุลกากรอีกครั้ง หลังจากที่ USW เคยได้รับชัยชนะในการเรียกร้องให้ลงโทษสินค้ายางรถยนต์และรถบรรทุกขนาดเบาที่นำเข้าจากประเทศจีนมาแล้วในปีที่ผ่านมา
  • เมื่อสหรัฐฯ ลดข้อบังคับด้านการท่องเที่ยวให้กับคิวบา เจ้าของธุรกิจและผู้ให้บริการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีความต้องการที่จะเป็นรายแรกที่ได้ดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ให้บริการเรือข้ามฟาก (Ferry) ทางการท่าเรือไมอามีเร่งหารือแนวทางการสร้างอาคารผู้โดยสารชั่วคราวที่ท่าเรือไมอามีเพื่อรองรับผู้ประกอบการที่ต้องการให้บริการเรือข้ามฟากไปยังคิวบา
  • นับเป็นโอกาสให้ชาวไทยสัญชาติอเมริกันใช้ประโยชน์จากหน่วยงานสหรัฐฯ ที่มีการส่งเสริมการลงทุน สร้างธุรกิจให้แก่บริษัทของชนกลุ่มน้อย เว็บไซต์ MBDA ได้รวบรวมข้อมูลที่จำเป็นตั้งแต่ขั้นตอนการเริ่มทำธุรกิจ โครงสร้างที่เหมาะสมกับธุรกิจของตน การเขียนแผนธุรกิจ การขอใบรับรองกิจการที่สามารถขอได้จากหน่วยงานท้องถิ่นและหน่วยงานรัฐบาลกลาง
    <br />

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ