ศัพท์ฮิตเศรษฐกิจโลก 2556

"โอบามาแคร์" (Obamacare) หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ The Patient Protection and Affordable Care Act (PPACA) หรือเรียกสั้นๆ ว่า Affordable Care Act (ACA) เป็นกฎหมายประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ลงนามเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2553 และถูกมองว่าเป็นการปฏิรูประบบประกันสุขภาพครั้งใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกานับตั้งแต่การจัดตั้งระบบ Medicare และ Medicaid ในปี 2508
เป้าหมายของกฎหมายฉบับดังกล่าว คือการขยายการประกันสุขภาพให้ครอบคลุมชาวอเมริกันอย่างถ้วนหน้า โดยเฉพาะ 15% ของประชากรที่ไม่ได้รับการประกันสุขภาพจากนายจ้างและไม่รวมอยู่ในกลุ่มคนยากจนและผู้สูงอายุที่ได้รับสวัสดิการจากรัฐบาล โดยกฎหมายบังคับให้ชาวอเมริกันทุกคนต้องได้รับการประกันสุขภาพ ขณะเดียวกันรัฐบาลได้ให้เงินอุดหนุนเพื่อลดราคากรมธรรม์ลง
นอกจากนี้ โอบามาแคร์ยังมีเป้าหมายในการลดต้นทุนประกันสุขภาพ ด้วยการดึงประชากรอายุน้อยและสุขภาพแข็งแรงเข้ามาสู่ระบบประกันสุขภาพ เนื่องจากคนกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะใช้เงินจากระบบประกันสุขภาพน้อยกว่า ทั้งนี้ท้ายที่สุดแล้วโอบามาหวังว่ากฎหมายฉบับดังกล่าวจะช่วยชะลอการใช้จ่ายด้านสุขภาพของสหรัฐฯ ลง ซึ่งสหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีค่าใช้จ่ายในด้านนี้สูงที่สุดในโลก
อันที่จริงแล้วโอบามาแคร์ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์และถูกคัดค้านจากพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามมาโดยตลอด แต่สำหรับปี 2556 ที่กำลังจะผ่านพ้นไปนั้น โอบามาแคร์ถูกพูดถึงบ่อยครั้งมากขึ้นบนหน้าข่าวต่างๆ ด้วยเหตุผลสำคัญ คือ เนื่องจากโอบามาแคร์เป็นหนึ่งในประเด็นที่พรรครีพับลิกันหยิบยกขึ้นมางัดข้อกับประธานาธิบดีโอบามาและพรรคเดโมแครตในการเจรจาร่างกฎหมายงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2557
ร่างงบประมาณแต่ละฉบับที่เสนอโดยสภาผู้แทนราษฎรที่มีพรรครีพับลิกันเป็นเสียงข้างมากต่างมีเงื่อนไขที่ต้องการยกเลิกการให้เงินสนับสนุนโครงการประกันสุขภาพ ซึ่งเมื่อถูกส่งไปถึงวุฒิสภาที่ครองเสียงข้างมากโดยพรรคเดโมแครตจึงไม่ได้รับการสนับสนุน ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถประนีประนอมกันได้ทันวันที่ 1 ตุลาคม จนนำมาซึ่งการเกิด Government Shutdown หรือการหยุดงานของหน่วยงานรัฐอย่างที่ทราบกันดี
แม้ว่าหน่วยงานรัฐจะกลับมาเปิดทำการได้อีกครั้งในระยะเวลา 16 วันหลังจากปิดทำการ ด้วยการบรรลุข้อตกลงระหว่างทั้งสองฝ่ายที่ไม่กระทบกระเทือนกฎหมายโอบามาแคร์มากนัก กระนั้นประเด็นดังกล่าวจะเป็นเครื่องมือการต่อสู้ที่สำคัญทางการเมืองต่อไป โดยเฉพาะในการเลือกตั้งสมาชิกสภาคองเกรสที่จะมีขึ้นในปี 2557 ซึ่งหากพรรคเดโมแครตเกิดเพลี่ยงพล้ำสูญเสียเสียงข้างมากในรัฐสภาให้กับพรรครีพับลิกัน อนาคตของกฎหมายโอบามาแคร์จะสั่นคลอนทันที
ทั้งนี้ จากผลการสำรวจความคิดเห็นล่าสุดโดยซีเอ็นเอ็นพบว่า เสียงสนับสนุนโอบามาแคร์ลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 35% โดยมีผู้คัดค้านถึง 62% ตรงข้ามกับผลสำรวจโดยวอชิงตันโพสต์-เอบีซี ที่พบว่ามีผู้สนับสนุนกฎหมายดังกล่าวมากขึ้นเล็กน้อยเป็น 46%
++Abenomics
"Abenomics" หรือนโยบายเศรษฐกิจแบบอาเบะ มาพร้อมกับการเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศญี่ปุ่นของนายชินโซ อาเบะ ซึ่งเป็นการกลับเข้ามารับตำแหน่งนายกฯ เป็นครั้งที่ 2 ของเขาหลังได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งปลายปี 2555 อันเป็นการเข้ารับตำแหน่งท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจซบเซาและเงินฝืดที่ฉุดรั้งญี่ปุ่นมายาวนาน นโยบายเศรษฐกิจของอาเบะมีองค์ประกอบหลัก 3 ส่วน รู้จักกันโดยทั่วไปในนามลูกศรหรือลูกธนู 3 ดอก (Three Arrows) อันเป็นมาตรการหรือเครื่องมือที่รัฐบาลญี่ปุ่นจะนำมาใช้ในการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ดอกแรกเป็นนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากธนาคารกลางแห่งประเทศญี่ปุ่น หรือ บีโอเจ เป็นหัวจักรในการขับเคลื่อน
บีโอเจได้ผู้ว่าการคนใหม่คือนายฮารุฮิโกะ คุโรดะ อดีตหัวเรือใหญ่ธนาคารพัฒนาเอเชียหรือ เอดีบี มาร่วมผลักดันนโยบายอาเบะโนมิกส์ในช่วงต้นปี 2556 หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแนวเดียวกับมาตรการคิวอี (QE) ของสหรัฐอเมริกา โดยญี่ปุ่นตั้งเป้าวงเงินไว้ที่ 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน และจะดำเนินการอัดฉีดไปเรื่อยๆ กระทั่งสิ้นปี 2557 ผลพวงของมาตรการคือค่าเงินเยนที่อ่อนตัวลง โดยจนถึงขณะนี้ลดลงไปกว่า 10% แล้ว ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายของนโยบายอาเบะโนมิกส์ที่ต้องการให้ค่าเงินเยนอ่อนลงเพื่อดันให้ตัวเลขเงินเฟ้อของญี่ปุ่นขยับขึ้นไปอยู่ที่อัตรา 2% ภายในปี 2557
ดอกที่ 2 เป็นนโยบายด้านการคลัง ที่มีการตั้งงบประมาณการใช้จ่ายภาครัฐเป็นกลไกสำคัญ รัฐบาลญี่ปุ่นตั้งงบประมาณเพิ่มการลงทุนในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจเอาไว้ที่ 10.3 ล้านล้านเยน เป้าหมายเพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจและเพิ่มการจ้างงาน นอกจากนี้ ยังตั้งงบเพื่อการสนับสนุนบรรดาสถาบันการเงินเพื่อการปล่อยกู้และการลงทุน ตลอดจนการเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งการลงทุนนั้นแบ่งตามเป้าหมายเป็น 4 ส่วนใหญ่ๆ ได้แก่ 1) การลงทุนเพื่อการซ่อมแซมบูรณะสิ่งที่เสียหายจากภัยพิบัติและเพื่อการป้องกันภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต 2) การลงทุนเพื่อเสริมสร้างความมั่งคั่งจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการลงทุนของภาคเอกชน สนับสนุนธุรกิจรายย่อยและการเกษตร รวมทั้งสนับสนุนกลุ่มทุนเอกชนที่บุกไปลงทุนในต่างแดน 3) การลงทุนเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิต - ฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่น และ 4) การลงทุนเพื่อสาธารณประโยชน์ต่างๆ
ดอกที่ 3 ดอกสุดท้ายนั้นเป็นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว มาตรการบางอย่างภายใต้แผนนี้ต้องอาศัยกฎหมายบังคับใช้ ยกตัวอย่างเช่นการเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มการค้าเสรี TPP ที่มีสหรัฐฯ เป็นผู้ริเริ่มแนวคิด การส่งเสริมภาคเอกชนรับงานลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในต่างประเทศ เพิ่มการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน เพิ่มกำลังแรงงานในตลาดแรงงาน (เช่นเพิ่มศูนย์เด็กเล็กจำนวน 4 แสนแห่งภายในระยะ 5 ปีเพื่อให้สตรีที่มีบุตรสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้มากขึ้น) รวมทั้งมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวด้วยการยกเลิกการขอวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวจากอาเซียน เป็นต้น
มาตรการเหล่านี้ค่อนข้างจะมีความมั่นคงในระยะยาวเนื่องจากรัฐบาลของนายชินโซ อาเบะ (เป็นรัฐบาลผสมที่มีพรรคแอลดีพีของเขาเป็นแกนนำจัดตั้ง) สามารถครองเสียงข้างมากทั้งในสภาสูงและสภาล่าง เปิดทางให้มาตรการปฏิรูปในระยะยาวมีอุปสรรคขัดขวางน้อยลงในกระบวนการทางรัฐสภา
นับตั้งแต่ที่มีการนำนโยบายอาเบะโนมิกส์มาใช้ เศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มมีการขยายตัวแล้วเล็กน้อย 0.3% ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2556 (ซึ่งเป็นตัวเลขล่าสุด) ส่วนดัชนีผู้บริโภคขยับขึ้นจากระดับ 0.5 - 1.0% มาอยู่ที่ประมาณ 1% เมื่อเทียบกับช่วงต้นปี
++Government Shutdown
"Government Shutdown" หรือการปิดทำการของหน่วยงานรัฐ เป็นเหตุการณ์สำคัญเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นกับสหรัฐอเมริกาในปี 2556 ส่งผลกระทบต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐถึง 8 แสนคนที่ต้องถูกพักงานไปเป็นเวลา 16 วันในเดือนตุลาคม
หตุที่หน่วยงานรัฐต้องถูกปิดทำการไปโดยอัตโนมัติในช่วงต้นเดือนตุลาคม เนื่องจากสภาคองเกรสไม่สามารถผ่านร่างงบประมาณสำหรับการใช้จ่ายของหน่วยงานต่างๆ เหล่านี้ได้ทันก่อนเปิดปีงบประมาณใหม่ในวันที่ 1 ตุลาคม ซึ่งต้นเหตุที่แท้จริงมาจากการงัดข้อกันทางการเมืองระหว่างฝ่ายเดโมแครตและรีพับลิกัน โดยประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาต่อรอง คือกฎหมายประกันสุขภาพ หรือโอบามาแคร์ ที่พรรครีพับลิกันต้องการให้ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขหรือเลื่อนออกไป ขณะที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา และพรรคเดโมแครต ยืนยันว่าจะไม่มีการประนีประนอมในเรื่องดังกล่าว
เมื่อทั้งสองฝ่ายหาทางออกร่วมกันไม่ได้ จึงนำมาซึ่งการชัตดาวน์ของหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม จนกระทั่งการชัตดาวน์สิ้นสุดลงในวันที่ 16 ตุลาคม เมื่อการเจรจาของวุฒิสมาชิกจาก 2พรรคการเมืองมีความคืบหน้า สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกัน และแผนงบประมาณชั่วคราวได้รับการรับรองจากทั้งสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และประธานาธิบดีโอบามาลงนามรับรองเป็นขั้นสุดท้าย
ข้อตกลงชั่วคราวอนุมัติงบประมาณระยะสั้นในระดับเดิมสำหรับให้หน่วยงานต่างๆ ใช้จ่ายจนถึงวันที่ 15 มกราคม และเพิ่มเพดานกู้ยืมไปจนถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2557 โดยได้กำหนดช่วงเวลาดังกล่าวจนถึง 13 ธันวาคม 2556 เพื่อให้คณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาได้เจรจาขอบเขตงบประมาณในด้านต่างๆ อาทิ ภาษีและโครงการสวัสดิการสังคม ซึ่งผู้นำการเจรจากล่าวว่าจะมุ่งเน้นไปที่งบประมาณในระยะสั้นเพียง 1 หรือ 2 ปีเท่านั้น ที่น่าจะทำให้ตกลงร่วมกันได้ง่ายขึ้น
ทั้งนี้การเจรจาระหว่างคณะกรรมาธิการร่วมลุล่วงทันเส้นตายในเดือนธันวาคม สภาคองเกรสสามารถคลอดร่างงบประมาณที่จะกำหนดระดับการใช้จ่ายของรัฐบาลเป็นเวลาจากนี้ไปอีก 2 ปี ซึ่งจะทำให้สหรัฐฯ ไม่มีโอกาสเผชิญกับการชัตดาวน์อีกครั้งในช่วงเวลาดังกล่าว โดยข้อตกลงกำหนดเพดานการใช้จ่ายไว้ที่ 1.012 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2557 และ 1.014 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2558 อีกทั้งปรับเปลี่ยนแผนการลดค่าใช้จ่ายที่จะทำให้ผลกระทบที่เกิดจากมาตรการลดค่าใช้จ่ายของหน่วยงานรัฐถ้วนหน้าโดยอัตโนมัติ (sequestration) ที่มีผลมาตั้งแต่ต้นปี 2556 ลดทอนลงไปด้วย
ก่อนหน้านี้มีการประเมินว่า การชัตดาวน์จะส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายของปีลดลง อย่างไรก็ดี ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ถึง 4.1% ซึ่งแข็งแกร่งที่สุดในรอบ 2 ปี ทำให้หลายฝ่ายเริ่มแสดงความมั่นใจต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ต่อเนื่องไปถึงปี 2557
++Tapering
ศัพท์อีกหนึ่งคำที่ได้ยินและผ่านสายตาบ่อยครั้งในปี 2556 คือคำว่า Tapering หรือ การทยอยลดขนาดการซื้อพันธบัตรของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้มาตรการ Quantitative Easing หรือ QE รอบที่ 3 ที่เฟดเริ่มใช้มาตั้งแต่เดือนกันยายน 2555
นายเบน เบอร์นานคี ประธานเฟดที่กำลังจะหมดวาระในเดือนมกราคม 2557 สร้างความตื่นตระหนกให้กับนักลงทุนทั่วโลกในเดือนมิถุนายน ด้วยการส่งสัญญาณว่า เฟดมีโอกาสเริ่มทยอยลดการซื้อพันธบัตรลงจากมูลค่า 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือนในช่วงครึ่งหลังของปี 2556 และอาจจะยุติมาตรการ QE ได้ทั้งหมดในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2557 ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกมีความผันผวนอยู่ระยะเวลาหนึ่ง โดยเฉพาะในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่บางรายที่ได้รับผลกระทบจากการไหลออกของเงินทุนอย่างหนัก
นายเบอร์นานคีออกมาส่งสัญญาณดังกล่าวด้วยความเชื่อว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังฟื้นตัวไปในทิศทางที่แข็งแกร่งขึ้น สถานการณ์ในตลาดแรงงานเริ่มกระเตื้องขึ้น ในเวลานั้นนักวิเคราะห์ต่างคาดการณ์ว่าเฟดจะประกาศแผนการเริ่มลดขนาดการกระตุ้นเศรษฐกิจในการประชุมประจำเดือนกันยายน โดยจะเริ่มลดที่มูลค่าประมาณ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในขั้นแรก
อย่างไรก็ดี นายเบอร์นานคีสร้างเซอร์ไพรส์ให้กับตลาดอีกครั้งในเดือนกันยายน ด้วยการประกาศรักษาระดับการซื้อพันธบัตรเอาไว้ที่ 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เช่นเดิม โดยให้เหตุผลว่าเฟดยังคงรอคอยให้เห็นหลักฐานว่าเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืนก่อนจะตัดสินใจลดการซื้อพันธบัตร ทั้งนี้เศรษฐกิจในเวลานั้นเติบโตได้ไม่เร็วเท่ากับความคาดหมายของเฟด อีกทั้งตลาดแรงงานแม้จะมีอัตราว่างงานลดลง แต่เป็นผลมาจากจำนวนแรงงานที่ลดลง ไม่ใช่การว่างงานที่ลดลงอย่างแท้จริง
ประเด็นว่าเฟดจะเริ่ม taper หรือไม่และเมื่อใดนั้น ถูกจับตามองตลอดช่วงครึ่งหลังของปี 2556 แต่เมื่อเฟดตัดสินใจไม่ลดการซื้อพันธบัตรในเดือนกันยายน ทำให้นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าเฟดน่าจะยกยอดไปในปี 2557 ส่วนหนึ่งเนื่องจากเฟดกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านประธาน จากนายเบอร์นานคีเป็นนางเจเน็ต เยลเลน จึงไม่น่าจะมีการปรับเปลี่ยนนโยบายสำคัญในระหว่างนี้
แต่ท้ายที่สุดที่ประชุมคณะกรรมการเฟดในเดือนธันวาคม ได้มีมติตัดสินใจเริ่มดำเนินการลดมูลค่าการซื้อพันธบัตรลงจาก 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เหลือ 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน หลังจากตัวเลขการจ้างงานในเดือนพฤศจิกายนมีความแข็งแกร่งขึ้น และอัตราว่างงานลดลงเหลือ 7% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี
นายเบอร์นานคีตั้งเป้าหมายว่าเฟดอาจจะทยอยลดการซื้อพันธบัตรลงได้ในอัตราเดือนละ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งจะทำให้เฟดถอนมาตรการ QE 3 ออกได้ทั้งหมดภายในปี 2557 อย่างไรก็ดี ทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับข้อมูลทางเศรษฐกิจว่าจะสนับสนุนแผนการถอนการกระตุ้นเศรษฐกิจของเฟดหรือไม่
++The Third Plenum
"The Third Plenum" คือ การประชุมเต็มคณะของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดที่ 18 ครั้งที่ 3 ซึ่งมีขึ้นที่กรุงปักกิ่งเมื่อวันที่ 9 - 12 พฤศจิกายน 2556 การประชุมครั้งนี้ ได้รับความคาดหมายไว้สูงเนื่องจากมีการประกาศนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญของจีนเพื่อนำพาประเทศมุ่งหน้าสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ จีนมีเป้าหมายก้าวสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงภายในปีค.ศ.2030 หลายฝ่ายเปรียบเทียบความสำคัญของ The Third Plenum ว่าเทียบเท่าการประชุมเต็มคณะของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เมื่อเดือนธันวาคม 1978 ที่ครั้งนั้นมีการประกาศนโยบาย "4 ทันสมัย" ปฏิรูปเศรษฐกิจแบบให้เป็นไปตามกลไกตลาดอย่างค่อยเป็นค่อยไปภายใต้นโยบายเปิดประเทศของนายเติ้ง เสี่ยวผิง ผู้นำของจีนในช่วงเวลานั้น
การประชุมครั้งนี้ยังเป็นการประชุมครั้งที่ 3 ระหว่างคณะผู้นำประเทศชุดใหม่ของจีนที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งในช่วงต้นปี 2556 นำโดยประธานาธิบดี สี จิ้นผิง และนายกรัฐมนตรี หลี่ เค่อเฉียง กับคณะกรรมการกลางของพรรคคอมมิวนิสต์ ในอดีตที่ผ่านมา พรรคคอมมิวนิสต์จีนมักจะใช้เวทีการประชุมครั้งที่ 3 นี้ประกาศนโยบายปฏิรูปที่สำคัญ ซึ่งการประชุมดังกล่าวมักจะอยู่ในช่วงเวลาที่นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีคนใหม่เข้ารับตำแหน่งแล้วเป็นเวลาเกือบๆ 1 ปี ซึ่งเพียงพอที่จะเปิดเผยถึงแผนงานที่จะนำพาประเทศมุ่งสู่อนาคตไปในช่วง 10 ปีถัดไป
สำหรับสาระสำคัญของแผนปฏิรูปเศรษฐกิจจีนนั้น ได้แก่ การเปิดตลาดมากยิ่งขึ้น การปฏิรูปในส่วนของรัฐบาล และการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนี้ยังได้กำหนด 8 เป้าหมายเพื่อทลายอุปสรรคการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งได้แก่ การลดกระบวนการหรือขั้นตอนในการอนุมัติโครงการ การส่งเสริมบรรยากาศการแข่งขัน การปฏิรูปที่ดิน การเปิดเสรีการธนาคารซึ่งครอบคลุมถึงการเปิดเสรีในด้านอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงิน การปฏิรูประบบการคลังซึ่งครอบคลุมการจัดตั้งกลไกเพิ่มความมั่นคงพื้นฐานทางสังคม การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ (ซึ่งเคยมีอยู่จำนวนกว่า 10 ล้านราย จนปัจจุบันเหลือเพียงไม่ถึง 3 แสนราย) ส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมรวมทั้งนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม และสุดท้ายคือ การเปิดเสรีธุรกิจภาคบริการ
ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,909
วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2556 - 1 มกราคม พ.ศ. 2557
ขอบคุณรูปภาพจาก : ฐานเศรษฐกิจออนไลน์
2 มกราคม 2557
แหล่งข้อมูล:
ฐานเศรษฐกิจออนไลน์
โดย:
ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
สหรัฐอเมริกา, ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
