อนาคตโรงไฟฟ้าพลังถ่านหินริบหรี่
 อนาคตโรงไฟฟ้าพลังถ่านหินริบหรี่
     เป็นเวลาหลายทศวรรษมาแล้วที่รัฐบาลสหรัฐฯ มีมาตรการควบคุมการสร้างมลพิษทางอากาศ ทั้งนี้ ได้มีการจัดตั้งสำนักงานป้องกันสิ่งแวดล้อม หรือ อีพีเอ (Environment Protection Authority: EPA) ขึ้นมาทั้งยังมีกฎระเบียบจากรัฐบาลกลางที่คอยควบคุมการปล่อยก๊าซพิษจากโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าซึ่งได้ชื่อว่าเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างมลพิษทางอากาศเป็นอันดับ 1 ในสหรัฐอเมริกา

     ความพยายามในช่วงต้นๆของอีพีเอมีความก้าวหน้าที่สำคัญ เพราะนับตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1970 ซึ่งเป็นช่วงที่สถิติชี้ว่าการปล่อยก๊าซพิษสร้างมลพิษทางอากาศพุ่งถึงระดับสูงสุด อุตสาหกรรมผลิตกระแสไฟฟ้าในสหรัฐฯ ได้ลดปริมาณการปล่อยก๊าซพิษหลักๆ 2 ชนิดได้แก่ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ตัวสร้างฝนกรด ลงได้มากกว่า 80 % และไนโตรเจนออกไซด์ ซึ่งเป็นตัวก่อหมอกควันพิษ(smog) ลงมากกว่า 75%  นอกจากนี้ โรงไฟฟ้าพลังถ่านหินยังลดการปล่อยเถ้าถ่านหินสู่อากาศลงได้มาก แม้ว่าจะยังมีการเผาถ่านหินเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าในปริมาณมาก

+ความท้าทายในระดับยากขึ้น
    ปัจจุบันทั้งรัฐบาลสหรัฐฯและบรรดาโรงงานผู้ผลิตกระแสไฟฟ้ากำลังก้าวเข้าสู่อีกขั้นของความท้าทายที่ยากขึ้น นั่นคือการลดการปล่อยมลพิษที่มองเห็นผลกระทบได้ยากกว่า 2 ตัวแรกที่กล่าวมา ไม่ว่าจะเป็นปรอทหรือก๊าซเรือนกระจก (อาทิ คาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซมีเทน)

    เป็นที่คาดหมายกันว่า ในช่วงทศวรรษข้างหน้านี้ จะมีโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าพลังถ่านหินในสหรัฐอเมริกา ถูกปิดตัวลงจำนวนมากกว่า 24 แห่ง เนื่องจากผู้ประกอบการเห็นว่าเป็นการไม่คุ้มค่าการลงทุนที่จะปรับเปลี่ยนเครื่องจักรกลที่มีอยู่เดิมให้ได้มาตรฐานตามกฎหมายควบคุมคุณภาพอากาศ

    เดวิด ฮอว์คกิ้นส์ ผู้อำนวยการโครงการด้านสภาวะอากาศของสภาการป้องกันทรัพยากรธรรมชาติของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนสนับสนุนกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ให้ความเห็นว่า กฎระเบียบที่มีอยู่เป็นเสมือนคำสั่งห้ามโงหัวสำหรับโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าเลยทีเดียว แต่กฎระเบียบก็ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ทำให้เราจะได้เห็นโรงไฟฟ้าพลังถ่านหินต้องปิดตัวลงในอนาคต อีกเหตุผลนั้นได้แก่การที่นับจากปี 2552 เป็นต้นมา ก๊าซธรรมชาติมีราคาลดลงอย่างมากในสหรัฐอเมริกา และก๊าซธรรมชาติก็เป็นเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่าถ่านหินประมาณครึ่งหนึ่ง

    กฎระเบียบว่าด้วยการควบคุมการสร้างมลพิษทางอากาศของสหรัฐฯสามารถย้อนประวัติไปได้ถึงเดือนตุลาคม 2491 ซึ่งในช่วงเวลานั้นมลพิษทางอากาศในเมืองโดโนราซึ่งเป็นเมืองอุตสาหกรรมคร่าชีวิตประชาชนไป 20 คน และอีกหลายพันคนเจ็บป่วยจากการสูดหมอกควันพิษ เหตุการณ์ในครั้งนั้นเกิดจากภาคอุตสาหกรรมในเมืองรวมถึงโรงงานถลุงสังกะสี ต่อมาในปี 2509 ยังมีข่าวภาวะหมอกควันพิษปกคลุมมหานครนิวยอร์กในช่วงวันขอบคุณพระเจ้าทำให้มีผู้เสียชีวิตอีกด้วย

    ดังนั้นในปี 2514 สภาคองเกรสของสหรัฐฯจึงได้ผ่านร่างกฎหมายควบคุมคุณภาพอากาศ หรือ Clean Air Act ออกมาบังคับใช้ และ 4 ทศวรรษนับจากนั้นเป็นต้นมา โรงผลิตกระแสไฟฟ้าพลังถ่านหินของสหรัฐฯก็สามารถลดปริมาณก๊าซพิษที่ปล่อยออกสู่อากาศลงได้มาก โดยมีการทุ่มทุนหลายพันล้านดอลลาร์ยกระดับเทคโนโลยีโรงงานและมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต โดยหันไปใช้ถ่านหินชนิดที่สร้างก๊าซซัลเฟอร์น้อยลง

+จ่อคิวออกกฎหมายใหม่ปี 2558
    ในยุคอดีต อีพีเอเน้นลดการสร้างก๊าซพิษทางอากาศของบรรดาโรงงานอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าที่ตั้งอยู่ใกล้กับเมืองใหญ่ ซึ่งสะท้อนความคิดหลักๆในช่วงเวลานั้นว่า เรื่องของมลพิษทางอากาศนั้นเป็นปัญหาของสังคมเมือง "ก่อนหน้าที่จะมีกฎหมายควบคุมคุณภาพอากาศปี 2514 เรายังไม่มีอุปกรณ์ควบคุมมลพิษทางอากาศอย่างจริงๆจังๆ" จอห์น โคกายต์ ผู้อำนวยการนโยบายสภาวะอากาศของเซียร่า คลับ องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมที่ทรงอิทธิพลในสหรัฐฯ กล่าวและว่า ด้วยเหตุดังกล่าว อุตสาหกรรมผลิตกระแสไฟฟ้าในช่วงเวลานั้นจึงแย้งว่า พวกเขาไม่สามารถปรับปรุงโรงงานให้ได้ตามที่กฎหมายระบุ และถ้าจะทำก็ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล แต่สุดท้ายเมื่อเวลาผ่านไป อุตสาหกรรมผลิตกระแสไฟฟ้ามีการปรับตัวขนานใหญ่และสร้างความก้าวหน้าในเรื่องการลดการปล่อยก๊าซพิษสู่อากาศได้มาก

    การบังคับใช้กฎหมายในช่วงระยะหลังๆจึงพุ่งเป้าไปที่การควบคุมมลพิษทางอากาศที่แพร่กระจายข้ามรัฐรวมไปถึงการลดปริมาณสารพิษอื่นๆที่แขวนลอยในอากาศเช่นปรอทและสารหนู กฎหมายใหม่ว่าด้วยเรื่องการควบคุมสารปรอทในอากาศจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปีหน้า (พ.ศ. 2558) โดยตั้งเป้าลดปริมาณการปล่อยสารพิษดังกล่าวลงถึง 90 % ในระยะไม่กี่ปีข้างหน้า และขณะเดียวกันก็จะส่งผลให้ต้องมีการปิดโรงไฟฟ้าพลังถ่านหินลงหลายแห่งทั่วประเทศ

    นิค เอกิ้นส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท อเมริกัน อิเล็กทริค พาวเวอร์ฯ ซึ่งมีโรงไฟฟ้าอยู่ใน 11 รัฐของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เพื่อปรับปรุงมาตรฐานโรงงานให้สอดคล้องกับกฎหมายลดการปล่อยสารปรอทสู่อากาศฉบับใหม่ บริษัทจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนระหว่าง 3.5-4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทก็ลงทุนไปมากแล้ว

    ด้านอีพีเอเองตอนนี้หันไปเน้นการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ มากยิ่งขึ้น โดยในปี 2556 ได้มีการนำเสนอมาตรฐานใหม่ซึ่งจะทำให้การสร้างโรงไฟฟ้าพลังถ่านหินแบบเดิมๆเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป เป็นที่คาดหมายว่า ในปีหน้า (2558) อีพีเอจะยื่นเรื่องเสนอกฎระเบียบชุดใหม่ครอบคลุมโรงงานถ่านหินที่มีอยู่ในปัจจุบัน และจะเสนอสรุปร่างกฎหมายควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลังปี 2563

    ทั้งนี้ ความพยายามควบคุมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หลังกระบวนการเผาถ่านหินด้วยการใช้เครื่องแยกก๊าซยังคงเป็นเรื่องยุ่งยาก ในการทดสอบพบว่า เครื่องแยกก๊าซต้องใช้พลังงานไฟฟ้าสูงมาก ส่งผลให้โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าได้ลดลง นักวิทยาศาสตร์กำลังพยายามหาทางทำให้เครื่องแยกก๊าซกินไฟน้อยลงครึ่งหนึ่ง อีกวิธีการหนึ่งที่พวกเขากำลังทดลองอยู่คือ การทำให้ถ่านหินสะอาดก่อนกระบวนการจุดระเบิด โดยการทำให้มันกลายสภาพเป็นก๊าซติดไฟแล้วก็แยกส่วนที่เป็นก๊าซพิษออกมา

    ทั้งนี้ บริษัท ซะเทิร์นฯ ในเมืองแอตแลนตา กำลังก่อสร้างโรงผลิตกระแสไฟฟ้าที่สามารถทำให้ถ่านหินกลายเป็นก๊าซ และยังสามารถกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ 65 % ที่เกิดจากการผลิตอีกด้วย ขณะนี้การก่อสร้างโรงงานดังกล่าวดำเนินไปได้เกือบ 50 % แล้ว แต่นั่นก็หมายถึงการลงทุนกว่า 5.24 พันล้านดอลลาร์ นับเป็นการลงทุนสร้างโรงผลิตไฟฟ้าพลังงานถ่านหินที่แพงที่สุดโครงการหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ซึ่งตัวเลขลงทุนสูงขนาดนี้นับเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งสำหรับการปรับปรุงมาตรฐานโรงงานให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ อย่างไรก็ตาม ทอม แฟนนิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของซะเทิร์น เปิดเผยว่า มีหลายประเทศรวมทั้งจีน ปากีสถาน อินโดนีเซีย และออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีถ่านหินมาก ได้แสดงความสนใจในเทคโนโลยีของบริษัท ซึ่งนั่นก็นับเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับอุตสาหกรรมผลิตกระแสไฟฟ้าที่กำลังมุ่งหน้าสู่ทิศทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น


ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 34 ฉบับที่ 2,913  วันที่  12 - 15  มกราคม  พ.ศ. 2557
ขอบคุณรูปภาพจาก : www.tcijthai.com

22 มกราคม 2557
แหล่งข้อมูล: ฐานเศรษฐกิจออนไลน์
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • จากตอนที่แล้วเราได้ทำความรู้จักกับกฏหมาย Trade Facilitation and Trade Enforcement Act of 2015    (TFTEA 2015)  ซึ่งให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรสหรัฐฯ ในการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานผิดกฎหมายซึ่งรวมถึง แรงงานบังคับ (Forced Labor) แรงงานที่ผลิตโดยนักโทษ (Prison Labor) และ แรงงานขัดหนี้ (Indentured Labor) เข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ โดยเป็นการสกัดกั้นการนำเข้าสินค้าในลักษณะเป็นรายบริษัท และมิใช่รายประเทศ
  • เมื่อกลางปีนี้สหรัฐฯได้ปรับให้ไทยอยู่ใน Tier 2  Watch List ในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ (รายงาน TIP Report) ประจำปี 2559 หลังจากปรับลดระดับให้ไทย อยู่ใน Tier 3 เป็นเวลาสองปีติดต่อกัน  ซึ่งเป็นสัญญาณว่าสหรัฐฯเล็งเห็นว่าไทยเรามีพัฒนาการในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และปัญหาแรงงานผิดกฎหมายที่ดีขึ้น  
  • กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ รายงานยอดจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้นสองหลักเกือบทุกปีนับตั้งแต่ปี 2533 และยังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องในอนาคต โดย The Nutrition Business Journal ได้รายงานว่า นับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2551 อัตราการขยายตัวของยอดขายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเกินร้อยละ 10 ทุกปี ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ มีมีมูลค่ากว่า 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.3 ล้านล้าน บาท) ในปี 2558
  • สหภาพแรงงานอุตสาหกรรมเหล็กอเมริกาเหนือ (The United Steelworkers Union: USW) ได้ยื่นคำร้องต่อ International Trade Commission ขอไต่สวนการทุ่มตลาดและการอุดหนุนสำหรับสินค้ายางรถบรรทุกขนาดกลางและรถโดยสารของจีนในตลาดสหรัฐฯ ตามมาตรา 701 และ 731 ของกฎหมายภาษีศุลกากรอีกครั้ง หลังจากที่ USW เคยได้รับชัยชนะในการเรียกร้องให้ลงโทษสินค้ายางรถยนต์และรถบรรทุกขนาดเบาที่นำเข้าจากประเทศจีนมาแล้วในปีที่ผ่านมา
  • เมื่อสหรัฐฯ ลดข้อบังคับด้านการท่องเที่ยวให้กับคิวบา เจ้าของธุรกิจและผู้ให้บริการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีความต้องการที่จะเป็นรายแรกที่ได้ดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ให้บริการเรือข้ามฟาก (Ferry) ทางการท่าเรือไมอามีเร่งหารือแนวทางการสร้างอาคารผู้โดยสารชั่วคราวที่ท่าเรือไมอามีเพื่อรองรับผู้ประกอบการที่ต้องการให้บริการเรือข้ามฟากไปยังคิวบา
  • นับเป็นโอกาสให้ชาวไทยสัญชาติอเมริกันใช้ประโยชน์จากหน่วยงานสหรัฐฯ ที่มีการส่งเสริมการลงทุน สร้างธุรกิจให้แก่บริษัทของชนกลุ่มน้อย เว็บไซต์ MBDA ได้รวบรวมข้อมูลที่จำเป็นตั้งแต่ขั้นตอนการเริ่มทำธุรกิจ โครงสร้างที่เหมาะสมกับธุรกิจของตน การเขียนแผนธุรกิจ การขอใบรับรองกิจการที่สามารถขอได้จากหน่วยงานท้องถิ่นและหน่วยงานรัฐบาลกลาง
    <br />

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ