"วอลมาร์ต" ยกระดับค้าปลีกพรีเมี่ยม หั่นราคาสินค้า "ออร์แกนิกส์" ดึงลูกค้ากลุ่มใหม่
"วอลมาร์ต" ยกระดับค้าปลีกพรีเมี่ยม หั่นราคาสินค้า "ออร์แกนิกส์" ดึงลูกค้ากลุ่มใหม่
     ยักษ์ค้าปลีกอันดับ 1 ของโลก "วอลมาร์ต สโตร์ อิงค์" เจ้าของแบรนด์วอลมาร์ต แม้จะเป็นไฮเปอร์มาร์เก็ตที่เน้นจำหน่ายสินค้าราคาถูก แต่ก็ต้องการยกระดับตัวเองในการขายสินค้าออร์แกนิกส์มากขึ้น เพื่อขยายฐานไปสู่ลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ เพิ่มขึ้น

     สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า วอลมาร์ตผู้นำร้านค้าปลีกสหรัฐอเมริกาในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคระบุเมื่อกลาง เดือนที่ผ่านมาว่า บริษัทได้ปรับกลยุทธ์ในส่วนของออร์แกนิกส์ฟู้ดส์ โดยการทำข้อตกลงกับแบรนด์อาหารออร์แกนิกส์ชื่อดัง "ไวลด์โอตส์" (Wild Oats) ในราคาที่ถูกลง หรือกำไรต่ำ

     โดยยักษ์ค้าปลีกรายนี้เชื่อว่า ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้จะสามารถช่วยฟื้นฟูยอดขายสินค้าในกลุ่มอุปโภค บริโภค ซึ่งเป็นแฟลกชิปของวอลมาร์ต และพลิกฟื้นแบรนด์ "ไวลด์โอตส์" กลับมีชีวิตชีวาอีกครั้ง

     ความพยายามดังกล่าวยังช่วยเพิ่มแรงกระตุ้นให้กับผู้ผลิตอาหารรายใหญ่อย่าง "แคมพ์เบลซุป" และบริษัท ConAgra Foods ได้อีกด้วย

     ปัจจุบัน สัดส่วนของอาหารออร์แกนิกส์ คิดเป็นประมาณ 4% ของยอดขายอาหารในสหรัฐ ปี 2555 โดยการเติบโตในแคทิกอรี่ดังกล่าวในปีนี้เติบโตแซงหน้าอุตสาหกรรมโดยรวม ปัจจัยเกื้อหนุนมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ความต้องการในอาหารที่ทำจากส่วนผสมจากธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น

     ที่ผ่านมาอุปสรรคสำคัญของสินค้าในกลุ่ม "ออร์แกนิกส์ฟู้ดส์" คือต้นทุนการผลิตที่มากกว่าค่ายผู้ผลิตอาหารทั่วไป ทำให้การจำกัดกลุ่มลูกค้าในวงแคบ และยากในการขยายฐานไปยังผู้บริโภคที่มีรายได้ต่ำในสหรัฐ ทางแก้คือการทำให้ "นีชโปรดักต์" ดังกล่าวขยายวงไปสู่ผู้เล่นระดับประเทศ

     การปรับกลยุทธ์ในครั้งนี้ วอลมาร์ตได้ตั้งราคาผลิตภัณฑ์ของ "ไวลด์โอตส์" ในราคาเท่ากับรายการอาหารทั่ว ๆ ไป และต่ำกว่าอย่างน้อย 25% เมื่อเทียบกับอาหารออร์แกนิกส์แบรนด์อื่นๆ โดยมีการนำเสนออาหารหลัก ๆ อาทิ ซัลซ่า อาหารเม็กซิกันที่ทำจากมะเขือเทศ, น้ำมันมะกอกออร์แกนิกส์, ถั่วดำกระป๋อง และซอสมะเขือเทศเข้มข้น

     "ถ้าเราสามารถทำให้ราคามัน ถูกลงได้ เชื่อว่าจะเห็นหนทางที่จะสร้างการเติบโตได้อีกมาก" แจ็ค ซินแคลร์ รองประธานบริหารกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภควอลมาร์ต สหรัฐอเมริกา ระบุพร้อมกล่าวว่า ยอดขายของสินค้าออร์แกนิกส์ แม้จะมีขนาดเล็ก แต่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว จากผลวิจัยของวอลมาร์ตแสดงให้เห็นว่า 91% ของนักช็อปจะตัดสินใจซื้อสินค้าออร์แกนิกส์ หากราคานั้นเป็นราคาที่ไม่แพง และเข้าถึงได้ง่าย

     ปัจจุบันบรรดาผู้ผลิตอาหารระดับโลก ทั้งคราฟท์ ฟู้ดส์ กรุ๊ป อิงค์, เคลล็อก, ยูนิลีเวอร์ และยักษ์ใหญ่รายอื่น ๆ ก็เริ่มให้ความสำคัญ โดยตื่นตัวต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น

     หลังจากช่วงหลายปีที่ผ่านมาผู้เล่นเหล่านี้เริ่มเห็นสัญญาณของผู้บริโภคกลุ่มหนึ่งที่หันไปหาอาหารออร์แกนิกส์มากขึ้น ผลลัพธ์คือทำให้แบรนด์เหล่านี้ต้องสูญเสียส่วนแบ่งตลาดต่อรายที่เล็กกว่า อาทิ ไวต์เวฟฟู้ดส์ (WhiteWave Foods) บริษัทแม่ของ Horizon ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับนมออร์แกนิกส์ และ Annie"s Inc

     วอลมาร์ตมีแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปออร์แกนิกส์ 100 รายการ ในสาขาครึ่งหนึ่งของจำนวน 4,000 สาขา ในไม่กี่เดือนข้างหน้านี้

     ที่ผ่านมาวอลมาร์ตมีการขายสินค้าออร์แกนิกส์แล้วกว่า 1,600 รายการ รวมถึงผลิตรายการเกี่ยวกับนม ซึ่งปัจจุบันยังไม่ได้มีการลดราคาในกลุ่มเหล่านี้

     ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การเพิ่มจำนวนสิน ค้าออร์แกนิกส์นั้น ควรมีการสนับสนุนการขยายโรงงานผลิต และช่องทางการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ราคาของสินค้าออร์แกนิกส์ต่ำลง

     อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวของวอลมาร์ตครั้งนี้ อาจเป็นข่าวร้ายสำหรับผู้ผลิตอาหารทั่ว ๆ ไป ที่อาจถูกขอความร่วมมือด้วยการหั่นราคาสินค้าของพวกเขาลง

     สำหรับ "ไวลด์โอตส์" เป็นผู้ผลิตอาหารปลอดสารพิษและจากธรรมชาติใหญ่เป็น อันดับ 2 หลังจากบริษัท "โฮล ฟู้ดส์ มาร์เก็ต อิงค์" (Whole Foods Market Inc) ซื้อกิจการดังกล่าวในราคา 565 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2550


ขอบคุณรูปภาพจาก : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

30 เมษายน 2557
แหล่งข้อมูล: ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • จากตอนที่แล้วเราได้ทำความรู้จักกับกฏหมาย Trade Facilitation and Trade Enforcement Act of 2015    (TFTEA 2015)  ซึ่งให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรสหรัฐฯ ในการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานผิดกฎหมายซึ่งรวมถึง แรงงานบังคับ (Forced Labor) แรงงานที่ผลิตโดยนักโทษ (Prison Labor) และ แรงงานขัดหนี้ (Indentured Labor) เข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ โดยเป็นการสกัดกั้นการนำเข้าสินค้าในลักษณะเป็นรายบริษัท และมิใช่รายประเทศ
  • เมื่อกลางปีนี้สหรัฐฯได้ปรับให้ไทยอยู่ใน Tier 2  Watch List ในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ (รายงาน TIP Report) ประจำปี 2559 หลังจากปรับลดระดับให้ไทย อยู่ใน Tier 3 เป็นเวลาสองปีติดต่อกัน  ซึ่งเป็นสัญญาณว่าสหรัฐฯเล็งเห็นว่าไทยเรามีพัฒนาการในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และปัญหาแรงงานผิดกฎหมายที่ดีขึ้น  
  • กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ รายงานยอดจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้นสองหลักเกือบทุกปีนับตั้งแต่ปี 2533 และยังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องในอนาคต โดย The Nutrition Business Journal ได้รายงานว่า นับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2551 อัตราการขยายตัวของยอดขายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเกินร้อยละ 10 ทุกปี ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ มีมีมูลค่ากว่า 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.3 ล้านล้าน บาท) ในปี 2558
  • สหภาพแรงงานอุตสาหกรรมเหล็กอเมริกาเหนือ (The United Steelworkers Union: USW) ได้ยื่นคำร้องต่อ International Trade Commission ขอไต่สวนการทุ่มตลาดและการอุดหนุนสำหรับสินค้ายางรถบรรทุกขนาดกลางและรถโดยสารของจีนในตลาดสหรัฐฯ ตามมาตรา 701 และ 731 ของกฎหมายภาษีศุลกากรอีกครั้ง หลังจากที่ USW เคยได้รับชัยชนะในการเรียกร้องให้ลงโทษสินค้ายางรถยนต์และรถบรรทุกขนาดเบาที่นำเข้าจากประเทศจีนมาแล้วในปีที่ผ่านมา
  • เมื่อสหรัฐฯ ลดข้อบังคับด้านการท่องเที่ยวให้กับคิวบา เจ้าของธุรกิจและผู้ให้บริการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีความต้องการที่จะเป็นรายแรกที่ได้ดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ให้บริการเรือข้ามฟาก (Ferry) ทางการท่าเรือไมอามีเร่งหารือแนวทางการสร้างอาคารผู้โดยสารชั่วคราวที่ท่าเรือไมอามีเพื่อรองรับผู้ประกอบการที่ต้องการให้บริการเรือข้ามฟากไปยังคิวบา
  • นับเป็นโอกาสให้ชาวไทยสัญชาติอเมริกันใช้ประโยชน์จากหน่วยงานสหรัฐฯ ที่มีการส่งเสริมการลงทุน สร้างธุรกิจให้แก่บริษัทของชนกลุ่มน้อย เว็บไซต์ MBDA ได้รวบรวมข้อมูลที่จำเป็นตั้งแต่ขั้นตอนการเริ่มทำธุรกิจ โครงสร้างที่เหมาะสมกับธุรกิจของตน การเขียนแผนธุรกิจ การขอใบรับรองกิจการที่สามารถขอได้จากหน่วยงานท้องถิ่นและหน่วยงานรัฐบาลกลาง
    <br />

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ