"โอบามา" ทัวร์ 4 ชาติเอเชีย สานสัมพันธ์ความมั่นคง-ศก.
"โอบามา" ทัวร์ 4 ชาติเอเชีย สานสัมพันธ์ความมั่นคง-ศก.
     การเยือนเอเชียของประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐ ที่เริ่มขึ้นช่วงกลางสัปดาห์นี้ ดำเนินไปท่ามกลางความตึงเครียดเรื่องเขตแดนในภูมิภาค และความกังขาถึงทิศทางนโยบายการต่างประเทศของสหรัฐเอง แม้ประเทศที่ผู้นำสหรัฐไปเยือนจะประกอบด้วย 4 ประเทศ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ แต่แรงกระเพื่อมจากการเยือนครั้งนี้จะครอบคลุมทั้งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

     สารที่นายโอบามาต้องการสื่อนั้นชัดเจน คือ สร้างความเชื่อมั่นให้กับพันธมิตรในแถบนี้ว่า สหรัฐให้ความสำคัญกับเอเชีย-แปซิฟิกในฐานะจุดยุทธศาสตร์ทางความมั่งคง และเศรษฐกิจระดับแนวหน้า พร้อมทั้งส่งสัญญาณไปยังจีน พี่เบิ้มแห่งเอเชียที่จับตามองความเคลื่อนไหวของสหรัฐชนิดไม่กะพริบตา ว่าอเมริกาพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนและพันธมิตรในแถบนี้

     ด้านวอชิงตันโพสต์ระบุว่า ทริป 23-28 เมษายนนี้ มีภารกิจหลากหลายรอนายโอบามาอยู่ ทั้งการเจรจาการค้าเสรีกับญี่ปุ่น โดยเฉพาะด้านการเกษตรที่เป็นเซ็กเตอร์อ่อนไหวของแดนปลาดิบ เป็นกาวใจประสานรอยร้าวกับ 2 พันธมิตรหลักในเอเชียตะวันออกอย่างญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ กระชับสัมพันธ์กับประเทศมุสลิมสายกลางอย่างมาเลเซีย ซึ่งไม่มีผู้นำสหรัฐไปเยือนนานเกือบ 50 ปี และวางกรอบกระชับสัมพันธ์ทางทหารกับฟิลิปปินส์

     อย่างไรก็ตาม ภารกิจทั้งหมดข้างต้นล้วนอยู่ภายใต้เป้าหมายหลักเดียวกัน นั่นคือ "ปรับสมดุลความสัมพันธ์" กับภูมิภาค ซึ่งมีพลวัตทางการเมืองและเศรษฐกิจมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ในภาวะที่พญามังกรกำลังพยายามแผ่ขยายอิทธิพลเหนือภูมิภาคนี้เช่นกัน

     แอนดริว แฮมมอนด์ อดีตที่ปรึกษาพิเศษของรัฐบาลอังกฤษ ยุคนายโทนี แบลร์ มองว่า นายโอบามากำลังเผชิญอุปสรรคครั้งใหญ่ที่สุดในการดำเนินนโยบาย "มุ่งสู่เอเชีย" อาทิ ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (TPP) ที่ประกอบด้วยสมาชิก 12 ประเทศ มีจีดีพีรวมกันราว 40% ของทั้งโลก มีความคืบหน้าน้อยมาก ทั้ง ๆ ที่สหรัฐหวังให้เป็นหัวหอกในการกระชับสัมพันธ์ทางการค้าและปิดล้อมจีนทางเศรษฐกิจ

     ยิ่งไปกว่านั้น ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐยังแตกคอกันเอง ซึ่งอาจเป็นการเปิดโอกาสให้จีนเข้ามาแทรกแซงได้ ในการประชุมสุดยอดด้านนิวเคลียร์ที่กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ เดือนที่แล้ว นายโอบามาได้จัดการประชุม 3 ฝ่าย โดยมี นายชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และ นางสาวปาร์ก กึน-เฮ ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เข้าร่วม หวังประสานรอยร้าวระหว่าง 2 ชาติเอเชีย ที่ความบาดหมางสืบย้อนไปถึงยุคที่ญี่ปุ่นรุกรานและยึดครองเกาหลีใต้ในฐานะอาณานิคม นอกจากนั้น ยังมีประเด็นการบังคับสตรีเกาหลีใต้ให้มาบริการทางเพศแก่ทหารญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

     แม้การเป็นกาวใจของโอบามาที่กรุงเฮก และในการเดินทางเยือนรอบนี้จะไม่สามารถแก้ไขความบาดหมางระหว่างกันได้ทั้งหมด แต่ก็อาจช่วยกระตุ้นให้ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ละวางความขัดแย้งระหว่างกันไว้ชั่วคราว และหันมาให้ความสำคัญกับปัญหาที่เร่งด่วนกว่า อย่างวิกฤตนิวเคลียร์เกาหลีเหนือซึ่งคุกคามผลประโยชน์ของทั้ง 3 ประเทศ

     ไม่ใช่เพียงฝ่ายมะกันที่ต้องกระชับสัมพันธ์กับ 4 ประเทศเอเชีย ทั้ง 4 ประเทศดังกล่าวก็ต้องการพึ่งพาสหรัฐในการคานอำนาจกับจีนในด้านข้อพิพาทเขตแดนทางอากาศหรือทะเลเช่นกัน โดยเขตแสดงตนเพื่อการป้องกันภัยทางอากาศ (ADIZ) ที่จีนประกาศใช้เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีกลาย มีพื้นที่ทับซ้อนกับพื้นที่ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รวมถึงไต้หวันอ้างสิทธิ์ ขณะที่ฟิลิปปินส์และมาเลเซียต่างมีกรณีพิพาทกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่ใน ทะเลจีนใต้กับจีน

     ซึ่งจุดนี้ นายแอนดริว เคนเนดี ศาสตราจารย์ด้านนโยบายสาธารณะ จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ชี้ว่า เป็นโอกาสของสหรัฐ

     "10 ปีก่อน สหรัฐถูกมองว่าเป็นมหาอำนาจที่ก้าวร้าวกว่า แต่ปัจจุบันหลายประเทศกลับจับตามองจีนด้วยความกังวล เปิดโอกาสให้สหรัฐในการเดินเกมกระชับสัมพันธ์กับประเทศที่ระแวงจีน"

     แม้สหรัฐจะแสดงจุดยืนพร้อมสนับสนุนพันธมิตรในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก แต่ก็ต้องระมัดระวังไม่แสดงความเป็นปฏิปักษ์กับจีนแบบโจ่งแจ้ง

     "ด้านหนึ่ง สหรัฐต้องให้ความเชื่อมั่นกับมิตรประเทศในแถบนี้ แต่อีกด้านหนึ่ง ต้องไม่ให้ความสัมพันธ์กับจีนเสื่อมถอยไปสู่การเผชิญหน้า" เพราะผลประโยชน์ด้านการค้ากับจีนมีมหาศาล หยงวุก เรียว จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ให้ความเห็น

     การเยือนมาเลเซียเป็นการชดเชยที่โอบามายกเลิกทริปเยือนเอเชียปลายปีที่แล้ว เนื่องจากต้องอยู่บ้านสางปมงบประมาณไม่ผ่านสภา จนนำไปสู่วิกฤต "Government Shutdown" คาดว่าผู้นำสหรัฐจะหลีกเลี่ยงประเด็นเสรีภาพในการแสดงออกในมาเลเซีย เรื่องที่ นายอันวาร์ อิบราฮิม ผู้นำฝ่ายค้านถูกศาลตัดสินว่าประพฤติผิดทางเพศ ซึ่งมีโทษจำคุก 5 ปี

     ในระหว่างการเยือนฟิลิปปินส์ คาดว่าจะมีการลงนามในข้อตกลงความร่วมมือทางทหาร ซึ่งจะอนุญาตให้สหรัฐหมุนเวียนนาวิกโยธิน เรือรบ และเครื่องบินเข้ามาในฟิลิปปินส์เป็นช่วง ๆ เช่นเดียวกับที่มีข้อตกลงกับออสเตรเลีย รัฐบาลมะนิลามีท่าทีกระตือรือร้นในการกระชับสัมพันธ์กับสหรัฐอย่างชัดเจน เพราะประเทศดังกล่าวกำลังเดินหน้าแย่งชิงกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่ทางทะเลกับจีนอย่างเอาจริงเอาจัง ล่าสุด รัฐบาลของประธานาธิบดีเบนิกโน อากิโนที่สาม ได้ยื่นฟ้องจีนต่อศาลกฎหมายทางทะเลระหว่างประเทศในเยอรมนี

     การที่ฟิลิปปินส์เป็นพันมิตรที่แนบแน่นของสหรัฐ ย่อมทำให้จีนต้องหยุดพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตอบโต้ด้วยกำลัง แม้จะมีแสนยานุภาพทางทหารเหนือกว่ามาก เนื่องจากอาจเป็นการเปิดช่องให้สหรัฐยื่นมือมายุ่มย่ามในประเด็นนี้ และปัญหาระดับทวิภาคีอาจพัฒนาเป็นระดับพหุภาคีได้

     ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของสหรัฐเชื่อมโยงกับการเติบโต และเสถียรภาพในเอเชีย-แปซิฟิก การวางหมากระยะสั้น การเดินเกมระยะยาว เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐ และรักษาความน่าเชื่อถือในสายตาพันธมิตรในภูมิภาคนี้ จึงไม่มีพื้นที่ให้กับความล้มเหลแต่อย่างใด


ขอบคุณรูปภาพจาก : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
6 พฤษภาคม 2557
แหล่งข้อมูล: ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • จากตอนที่แล้วเราได้ทำความรู้จักกับกฏหมาย Trade Facilitation and Trade Enforcement Act of 2015    (TFTEA 2015)  ซึ่งให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรสหรัฐฯ ในการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานผิดกฎหมายซึ่งรวมถึง แรงงานบังคับ (Forced Labor) แรงงานที่ผลิตโดยนักโทษ (Prison Labor) และ แรงงานขัดหนี้ (Indentured Labor) เข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ โดยเป็นการสกัดกั้นการนำเข้าสินค้าในลักษณะเป็นรายบริษัท และมิใช่รายประเทศ
  • เมื่อกลางปีนี้สหรัฐฯได้ปรับให้ไทยอยู่ใน Tier 2  Watch List ในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ (รายงาน TIP Report) ประจำปี 2559 หลังจากปรับลดระดับให้ไทย อยู่ใน Tier 3 เป็นเวลาสองปีติดต่อกัน  ซึ่งเป็นสัญญาณว่าสหรัฐฯเล็งเห็นว่าไทยเรามีพัฒนาการในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และปัญหาแรงงานผิดกฎหมายที่ดีขึ้น  
  • กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ รายงานยอดจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้นสองหลักเกือบทุกปีนับตั้งแต่ปี 2533 และยังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องในอนาคต โดย The Nutrition Business Journal ได้รายงานว่า นับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2551 อัตราการขยายตัวของยอดขายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเกินร้อยละ 10 ทุกปี ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ มีมีมูลค่ากว่า 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.3 ล้านล้าน บาท) ในปี 2558
  • สหภาพแรงงานอุตสาหกรรมเหล็กอเมริกาเหนือ (The United Steelworkers Union: USW) ได้ยื่นคำร้องต่อ International Trade Commission ขอไต่สวนการทุ่มตลาดและการอุดหนุนสำหรับสินค้ายางรถบรรทุกขนาดกลางและรถโดยสารของจีนในตลาดสหรัฐฯ ตามมาตรา 701 และ 731 ของกฎหมายภาษีศุลกากรอีกครั้ง หลังจากที่ USW เคยได้รับชัยชนะในการเรียกร้องให้ลงโทษสินค้ายางรถยนต์และรถบรรทุกขนาดเบาที่นำเข้าจากประเทศจีนมาแล้วในปีที่ผ่านมา
  • เมื่อสหรัฐฯ ลดข้อบังคับด้านการท่องเที่ยวให้กับคิวบา เจ้าของธุรกิจและผู้ให้บริการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีความต้องการที่จะเป็นรายแรกที่ได้ดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ให้บริการเรือข้ามฟาก (Ferry) ทางการท่าเรือไมอามีเร่งหารือแนวทางการสร้างอาคารผู้โดยสารชั่วคราวที่ท่าเรือไมอามีเพื่อรองรับผู้ประกอบการที่ต้องการให้บริการเรือข้ามฟากไปยังคิวบา
  • นับเป็นโอกาสให้ชาวไทยสัญชาติอเมริกันใช้ประโยชน์จากหน่วยงานสหรัฐฯ ที่มีการส่งเสริมการลงทุน สร้างธุรกิจให้แก่บริษัทของชนกลุ่มน้อย เว็บไซต์ MBDA ได้รวบรวมข้อมูลที่จำเป็นตั้งแต่ขั้นตอนการเริ่มทำธุรกิจ โครงสร้างที่เหมาะสมกับธุรกิจของตน การเขียนแผนธุรกิจ การขอใบรับรองกิจการที่สามารถขอได้จากหน่วยงานท้องถิ่นและหน่วยงานรัฐบาลกลาง
    <br />

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ