มองสัมพันธ์ "อินทรี-มังกร" แข่งขันกึ่งพึ่งพา ชี้ชะตาประชาคมโลก

เมื่อพิจารณาจากภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ และทรัพยากรพลังงานของจีนกับสหรัฐ อันเป็นปัจจัยกำหนด "ผลประโยชน์หลัก" ของ 2 ประเทศ
เดอะ ดิโพลแมต ชี้ว่า สหรัฐตั้งอยู่บนทวีปที่ร่ำรวยทรัพยากรและทุน ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านทางเหนืออย่างแคนาดาก็อยู่ร่วมกันฉันมิตร ส่วนประเทศอเมริกากลางและแคริบเบียน เพื่อนบ้านทางตอนใต้ก็ไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะคุกคามสหรัฐ สภาวะเช่นนี้ทำให้สหรัฐทุ่มเทให้กับการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศ และครอบงำการค้าทางทะเลของโลกได้อย่างเต็มที่
ส่วนจีนซึ่งเป็นมหาอำนาจทางบกด้วยประชากรจำนวนมหาศาล จึงให้ความสำคัญกับเรื่องภายในประเทศและไม่เน้นขยายแสนยานุภาพทางทะเลมากนัก จีนถูกปิดล้อมด้วยรัสเซียทางตอนเหนือ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นทางตะวันออก ประเทศอดีตสหภาพโซเวียตทางตะวันตก อินเดีย ไทย และเวียดนามทางตอนใต้ หลายประเทศในจำนวนนี้มีสัมพันธ์ที่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ กับจีน โดยเฉพาะมหาอำนาจบนภาคพื้นทวีปอย่างอินเดียและรัสเซีย
ดังนั้น พญามังกรจึงไม่อยากป่วนพญาอินทรีโดยไม่จำเป็น เพราะสหรัฐมีส่วนสำคัญในการสร้างสมดุลอำนาจเวลาที่จีนขัดแย้งกับอินเดียหรือรัสเซีย นอกจากนี้ ถ้าจีนล้ำเส้นจนกระทบต่อผลประโยชน์ของสหรัฐ มีโอกาสสูงที่จะเจอแรงต้านจากพันธมิตรสหรัฐที่รายล้อมจีน อีกทั้งสหรัฐกับจีนยังมีศัตรูเดียวกันอย่างรัสเซีย จึงมีความเป็นไปได้ที่ทั้ง 2 ประเทศจะหันหน้าเข้าหากัน
ปัจจัยด้านเศรษฐกิจยิ่งกระตุ้นให้สหรัฐกับจีนต้องพึ่งพาซึ่งกันและกันมากขึ้น สหรัฐใช้โมเดลเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมที่รัฐเข้าไปยุ่งเกี่ยวน้อยที่สุด ทำให้เกิดวัฏจักรเศรษฐกิจเดี๋ยวฟุบเดี๋ยวฟูสลับกันไป สหรัฐยอมรับความผันผวนที่มาพร้อมกับโมเดลนี้ เพราะตัดสินใจสละเสถียรภาพทางเศรษฐกิจแลกเปลี่ยนกับอัตราการเติบโตที่สูงกว่าในระยะยาว ช่วงศตวรรษที่ผ่านมาการเติบโตบวกกับข้อได้เปรียบอื่น ๆ อย่างระเบียบการค้าโลกในรูปของธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ตลอดจนองค์การการค้าโลก ส่งเสริมให้สหรัฐยังคงครองความเป็นมหาอำนาจเรื่อยมา
ในทางตรงข้าม เศรษฐกิจจีนใช้โมเดล "ทุนนิยมโดยรัฐ" ขับเคลื่อนด้วยการส่งออกสินค้าขั้นสุดท้ายไปยังสหรัฐ แต่การเติบโตแบบก้าวกระโดดตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมากำลังจะสิ้นสุดลงในไม่ช้า โดยที่การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยการบริโภคภายในยังไปไม่ถึงไหน เช่นเดียวกับที่การแบ่งสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรมยังไม่เกิดขึ้น
ตอนนี้การเติบโตที่ชะลอตัวเริ่มก่อปัญหาความไม่สงบทางการเมืองในจีนบ้างแล้ว และจะยิ่งทวีความรุนแรงในอนาคต การแก้ปัญหาดังกล่าวพร้อมกับเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจการบริโภค อาจทำให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนกุมอำนาจภายในประเทศควบคู่ไปกับขยายอิทธิพลสู่ภายนอกได้ยากขึ้น
สหรัฐแข็งแกร่งในด้านการผลิตอาหาร การศึกษา เทคโนโลยีและการผลิตเชิงอุตสาหกรรม ขณะที่จีนมีจุดแข็งด้านอุตสาหกรรมหนัก แรงงานราคาถูก ทั้งหมดนี้เป็นส่วนผสมที่ลงตัวของการถ้อยทีถ้อยอาศัยกันของ 2 มหาอำนาจ
ปัจจัยด้านพลังงานจะยิ่งทำให้จีนกับสหรัฐใกล้ชิดกันยิ่งขึ้นด้านภูมิรัฐศาสตร์ การดำเนินนโยบายต่างประเทศของจีนหลังการเปิดประเทศมีศูนย์กลางอยู่ที่ความพยายามหาแหล่งพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน ขณะที่การแสวงหาพลังงานของสหรัฐลดความแข็งกร้าวลงหลังการปฏิวัติเชลล์ก๊าซในประเทศ ซึ่งทำให้มะกันมีพลังงานสำรองเกินความต้องการใช้ภายในประเทศ และอาจส่งออกไปขายจีนที่กำลังกระหายเชื้อเพลิงเพื่อป้อนเศรษฐกิจที่ขยายตัว จีนนำเข้าน้ำมันราว 56% ของความต้องการใช้ทั้งหมดและตัวเลขมีแต่จะเพิ่มขึ้น รัฐบาลปักกิ่งวางแผนเพิ่มน้ำมันสำรองโดยการขุดเจาะแหล่งน้ำมันใหม่ ๆ นอกชายฝั่ง พร้อมทั้งดูแลแหล่งน้ำมันจากต่างชาติ ราว 60-70% ของน้ำมันที่จีนนำเข้ามาจากแอฟริกาและตะวันออกกลาง ซึ่งเส้นทางขนส่งที่ต้นทุนต่ำสุดคือทางทะเล โดยมีมหาสมุทรอินเดียเป็นเส้นทางหลัก จีนจึงเสี่ยงที่จะกระทบกระทั่งทางทะเลกับอินเดีย
ตัวเลือกอื่นของจีนด้านแหล่งพลังงานมีไม่มากนัก สำหรับถ่านหินแม้จะมีราคาถูก แต่ก็สร้างปัญหาด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ส่วนพลังงานทางเลือกมีราคาสูง การสร้างเขื่อนเพื่อใช้พลังงานน้ำทำให้ชาวชนบทไร้อาชีพ และมีแรงต้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มากขึ้น
แรงกดดันภายในทางการเมือง ปัญหาสิ่งแวดล้อมและความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น จะยิ่งผลักดันให้นโยบายต่างประเทศของจีนวนเวียนอยู่กับการแสวงหาแหล่งพลังงานใหม่และปกป้องแหล่งพลังงานเดิม ทะเลจีนใต้มีความสำคัญต่อจีนเพราะเป็นเส้นทางลำเลียงเชื้อเพลิงจากแอฟริกา และอาจมีแหล่งน้ำมันซ่อนอยู่ข้างใต้ จีนจึงไม่สามารถอ่อนข้อให้กับประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือญี่ปุ่นที่มีข้อพิพาททางทะเลได้ เพราะหมายถึงภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางพลังงาน
แต่ถ้าใน 5-10 ปีข้างหน้า สหรัฐกับจีนตกลงกันได้เรื่องนำเข้าเชลล์ก๊าซของสหรัฐ แรงกดดันในการหาแหล่งพลังงานของจีนตลอดจนความขัดแย้งในทะเลจีนใต้และจีนตะวันออกอาจคลี่คลายลง พร้อมกับที่ความสัมพันธ์เชิงพึ่งพากันระหว่างมหาอำนาจแห่งโลกตะวันตกและตะวันออกก็จะเหนียวแน่นยิ่งขึ้น
ขอบคุณรูปภาพจาก : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
1 กรกฎาคม 2557
แหล่งข้อมูล:
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
โดย:
ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
สหรัฐอเมริกา, ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
