มองสัมพันธ์ "อินทรี-มังกร" แข่งขันกึ่งพึ่งพา ชี้ชะตาประชาคมโลก
มองสัมพันธ์ "อินทรี-มังกร" แข่งขันกึ่งพึ่งพา ชี้ชะตาประชาคมโลก
     ทิศทางของศตวรรษที่ 21 จะถูกให้คำจำกัดความโดยความสัมพันธ์กึ่งรักกึ่งชังระหว่างมหาอำนาจเดิมอย่างสหรัฐกับดาวรุ่งอย่างจีน ความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศนี้มีแต่จะสร้างปัญหาให้กับระเบียบโลก ขณะที่ความสัมพันธ์แบบพึ่งพากันจะนำไปสู่ความก้าวหน้าของทั้ง 2 มหาอำนาจรวมถึงประชาคมโลก ซึ่งกรณีหลังมีความเป็นไปได้มากกว่า

     เมื่อพิจารณาจากภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ และทรัพยากรพลังงานของจีนกับสหรัฐ อันเป็นปัจจัยกำหนด "ผลประโยชน์หลัก" ของ 2 ประเทศ

     เดอะ ดิโพลแมต ชี้ว่า สหรัฐตั้งอยู่บนทวีปที่ร่ำรวยทรัพยากรและทุน ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านทางเหนืออย่างแคนาดาก็อยู่ร่วมกันฉันมิตร ส่วนประเทศอเมริกากลางและแคริบเบียน เพื่อนบ้านทางตอนใต้ก็ไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะคุกคามสหรัฐ สภาวะเช่นนี้ทำให้สหรัฐทุ่มเทให้กับการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศ และครอบงำการค้าทางทะเลของโลกได้อย่างเต็มที่

     ส่วนจีนซึ่งเป็นมหาอำนาจทางบกด้วยประชากรจำนวนมหาศาล จึงให้ความสำคัญกับเรื่องภายในประเทศและไม่เน้นขยายแสนยานุภาพทางทะเลมากนัก จีนถูกปิดล้อมด้วยรัสเซียทางตอนเหนือ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นทางตะวันออก ประเทศอดีตสหภาพโซเวียตทางตะวันตก อินเดีย ไทย และเวียดนามทางตอนใต้ หลายประเทศในจำนวนนี้มีสัมพันธ์ที่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ กับจีน โดยเฉพาะมหาอำนาจบนภาคพื้นทวีปอย่างอินเดียและรัสเซีย

     ดังนั้น พญามังกรจึงไม่อยากป่วนพญาอินทรีโดยไม่จำเป็น เพราะสหรัฐมีส่วนสำคัญในการสร้างสมดุลอำนาจเวลาที่จีนขัดแย้งกับอินเดียหรือรัสเซีย นอกจากนี้ ถ้าจีนล้ำเส้นจนกระทบต่อผลประโยชน์ของสหรัฐ มีโอกาสสูงที่จะเจอแรงต้านจากพันธมิตรสหรัฐที่รายล้อมจีน อีกทั้งสหรัฐกับจีนยังมีศัตรูเดียวกันอย่างรัสเซีย จึงมีความเป็นไปได้ที่ทั้ง 2 ประเทศจะหันหน้าเข้าหากัน

     ปัจจัยด้านเศรษฐกิจยิ่งกระตุ้นให้สหรัฐกับจีนต้องพึ่งพาซึ่งกันและกันมากขึ้น สหรัฐใช้โมเดลเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมที่รัฐเข้าไปยุ่งเกี่ยวน้อยที่สุด ทำให้เกิดวัฏจักรเศรษฐกิจเดี๋ยวฟุบเดี๋ยวฟูสลับกันไป สหรัฐยอมรับความผันผวนที่มาพร้อมกับโมเดลนี้ เพราะตัดสินใจสละเสถียรภาพทางเศรษฐกิจแลกเปลี่ยนกับอัตราการเติบโตที่สูงกว่าในระยะยาว ช่วงศตวรรษที่ผ่านมาการเติบโตบวกกับข้อได้เปรียบอื่น ๆ อย่างระเบียบการค้าโลกในรูปของธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ตลอดจนองค์การการค้าโลก ส่งเสริมให้สหรัฐยังคงครองความเป็นมหาอำนาจเรื่อยมา

     ในทางตรงข้าม เศรษฐกิจจีนใช้โมเดล "ทุนนิยมโดยรัฐ" ขับเคลื่อนด้วยการส่งออกสินค้าขั้นสุดท้ายไปยังสหรัฐ แต่การเติบโตแบบก้าวกระโดดตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมากำลังจะสิ้นสุดลงในไม่ช้า โดยที่การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยการบริโภคภายในยังไปไม่ถึงไหน เช่นเดียวกับที่การแบ่งสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรมยังไม่เกิดขึ้น

     ตอนนี้การเติบโตที่ชะลอตัวเริ่มก่อปัญหาความไม่สงบทางการเมืองในจีนบ้างแล้ว และจะยิ่งทวีความรุนแรงในอนาคต การแก้ปัญหาดังกล่าวพร้อมกับเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจการบริโภค อาจทำให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนกุมอำนาจภายในประเทศควบคู่ไปกับขยายอิทธิพลสู่ภายนอกได้ยากขึ้น

     สหรัฐแข็งแกร่งในด้านการผลิตอาหาร การศึกษา เทคโนโลยีและการผลิตเชิงอุตสาหกรรม ขณะที่จีนมีจุดแข็งด้านอุตสาหกรรมหนัก แรงงานราคาถูก ทั้งหมดนี้เป็นส่วนผสมที่ลงตัวของการถ้อยทีถ้อยอาศัยกันของ 2 มหาอำนาจ

     ปัจจัยด้านพลังงานจะยิ่งทำให้จีนกับสหรัฐใกล้ชิดกันยิ่งขึ้นด้านภูมิรัฐศาสตร์ การดำเนินนโยบายต่างประเทศของจีนหลังการเปิดประเทศมีศูนย์กลางอยู่ที่ความพยายามหาแหล่งพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน ขณะที่การแสวงหาพลังงานของสหรัฐลดความแข็งกร้าวลงหลังการปฏิวัติเชลล์ก๊าซในประเทศ ซึ่งทำให้มะกันมีพลังงานสำรองเกินความต้องการใช้ภายในประเทศ และอาจส่งออกไปขายจีนที่กำลังกระหายเชื้อเพลิงเพื่อป้อนเศรษฐกิจที่ขยายตัว จีนนำเข้าน้ำมันราว 56% ของความต้องการใช้ทั้งหมดและตัวเลขมีแต่จะเพิ่มขึ้น รัฐบาลปักกิ่งวางแผนเพิ่มน้ำมันสำรองโดยการขุดเจาะแหล่งน้ำมันใหม่ ๆ นอกชายฝั่ง พร้อมทั้งดูแลแหล่งน้ำมันจากต่างชาติ ราว 60-70% ของน้ำมันที่จีนนำเข้ามาจากแอฟริกาและตะวันออกกลาง ซึ่งเส้นทางขนส่งที่ต้นทุนต่ำสุดคือทางทะเล โดยมีมหาสมุทรอินเดียเป็นเส้นทางหลัก จีนจึงเสี่ยงที่จะกระทบกระทั่งทางทะเลกับอินเดีย

     ตัวเลือกอื่นของจีนด้านแหล่งพลังงานมีไม่มากนัก สำหรับถ่านหินแม้จะมีราคาถูก แต่ก็สร้างปัญหาด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ส่วนพลังงานทางเลือกมีราคาสูง การสร้างเขื่อนเพื่อใช้พลังงานน้ำทำให้ชาวชนบทไร้อาชีพ และมีแรงต้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มากขึ้น

     แรงกดดันภายในทางการเมือง ปัญหาสิ่งแวดล้อมและความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น จะยิ่งผลักดันให้นโยบายต่างประเทศของจีนวนเวียนอยู่กับการแสวงหาแหล่งพลังงานใหม่และปกป้องแหล่งพลังงานเดิม ทะเลจีนใต้มีความสำคัญต่อจีนเพราะเป็นเส้นทางลำเลียงเชื้อเพลิงจากแอฟริกา และอาจมีแหล่งน้ำมันซ่อนอยู่ข้างใต้ จีนจึงไม่สามารถอ่อนข้อให้กับประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือญี่ปุ่นที่มีข้อพิพาททางทะเลได้ เพราะหมายถึงภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางพลังงาน

     แต่ถ้าใน 5-10 ปีข้างหน้า สหรัฐกับจีนตกลงกันได้เรื่องนำเข้าเชลล์ก๊าซของสหรัฐ แรงกดดันในการหาแหล่งพลังงานของจีนตลอดจนความขัดแย้งในทะเลจีนใต้และจีนตะวันออกอาจคลี่คลายลง พร้อมกับที่ความสัมพันธ์เชิงพึ่งพากันระหว่างมหาอำนาจแห่งโลกตะวันตกและตะวันออกก็จะเหนียวแน่นยิ่งขึ้น


ขอบคุณรูปภาพจาก : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
1 กรกฎาคม 2557
แหล่งข้อมูล: ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • จากตอนที่แล้วเราได้ทำความรู้จักกับกฏหมาย Trade Facilitation and Trade Enforcement Act of 2015    (TFTEA 2015)  ซึ่งให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรสหรัฐฯ ในการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานผิดกฎหมายซึ่งรวมถึง แรงงานบังคับ (Forced Labor) แรงงานที่ผลิตโดยนักโทษ (Prison Labor) และ แรงงานขัดหนี้ (Indentured Labor) เข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ โดยเป็นการสกัดกั้นการนำเข้าสินค้าในลักษณะเป็นรายบริษัท และมิใช่รายประเทศ
  • เมื่อกลางปีนี้สหรัฐฯได้ปรับให้ไทยอยู่ใน Tier 2  Watch List ในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ (รายงาน TIP Report) ประจำปี 2559 หลังจากปรับลดระดับให้ไทย อยู่ใน Tier 3 เป็นเวลาสองปีติดต่อกัน  ซึ่งเป็นสัญญาณว่าสหรัฐฯเล็งเห็นว่าไทยเรามีพัฒนาการในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และปัญหาแรงงานผิดกฎหมายที่ดีขึ้น  
  • กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ รายงานยอดจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้นสองหลักเกือบทุกปีนับตั้งแต่ปี 2533 และยังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องในอนาคต โดย The Nutrition Business Journal ได้รายงานว่า นับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2551 อัตราการขยายตัวของยอดขายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเกินร้อยละ 10 ทุกปี ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ มีมีมูลค่ากว่า 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.3 ล้านล้าน บาท) ในปี 2558
  • สหภาพแรงงานอุตสาหกรรมเหล็กอเมริกาเหนือ (The United Steelworkers Union: USW) ได้ยื่นคำร้องต่อ International Trade Commission ขอไต่สวนการทุ่มตลาดและการอุดหนุนสำหรับสินค้ายางรถบรรทุกขนาดกลางและรถโดยสารของจีนในตลาดสหรัฐฯ ตามมาตรา 701 และ 731 ของกฎหมายภาษีศุลกากรอีกครั้ง หลังจากที่ USW เคยได้รับชัยชนะในการเรียกร้องให้ลงโทษสินค้ายางรถยนต์และรถบรรทุกขนาดเบาที่นำเข้าจากประเทศจีนมาแล้วในปีที่ผ่านมา
  • เมื่อสหรัฐฯ ลดข้อบังคับด้านการท่องเที่ยวให้กับคิวบา เจ้าของธุรกิจและผู้ให้บริการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีความต้องการที่จะเป็นรายแรกที่ได้ดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ให้บริการเรือข้ามฟาก (Ferry) ทางการท่าเรือไมอามีเร่งหารือแนวทางการสร้างอาคารผู้โดยสารชั่วคราวที่ท่าเรือไมอามีเพื่อรองรับผู้ประกอบการที่ต้องการให้บริการเรือข้ามฟากไปยังคิวบา
  • นับเป็นโอกาสให้ชาวไทยสัญชาติอเมริกันใช้ประโยชน์จากหน่วยงานสหรัฐฯ ที่มีการส่งเสริมการลงทุน สร้างธุรกิจให้แก่บริษัทของชนกลุ่มน้อย เว็บไซต์ MBDA ได้รวบรวมข้อมูลที่จำเป็นตั้งแต่ขั้นตอนการเริ่มทำธุรกิจ โครงสร้างที่เหมาะสมกับธุรกิจของตน การเขียนแผนธุรกิจ การขอใบรับรองกิจการที่สามารถขอได้จากหน่วยงานท้องถิ่นและหน่วยงานรัฐบาลกลาง
    <br />

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ