"โดมิโน" เฉือน "พิซซ่า ฮัท" ม้ามืดสวนกระแสเศรษฐกิจมะกันซบเซา
"โดมิโน" เฉือน "พิซซ่า ฮัท" ม้ามืดสวนกระแสเศรษฐกิจมะกันซบเซา
     ในตลาดพิซซ่านั้น ชื่อที่คุ้นหูคนไทยคงจะหนีไม่พ้น 2 คู่แข่งหลักอย่างพิซซ่า ฮัท และเดอะ พิซซ่า คอมปะนี ที่ขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือด แต่ยังมีอีกแบรนด์หนึ่งที่ซุ่มทำตลาดอย่างเงียบ ๆ นั่นคือ โดมิโน พิซซ่า

     ที่แม้จะไม่มีชื่อเสียงนักในเมืองไทย แต่ที่บ้านเกิดสหรัฐอเมริกา นิตยสาร "พีคิวเอ็ม พิซซ่า แมกาซีน" รายงานว่า โดมิโน พิซซ่า มีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 2 รองจากพิซซ่า ฮัท เลยทีเดียว

     ในตลาดพิซซ่า ด้วยสัดส่วนยอดขาย 15.33% และ 9.37% ตามลำดับ จากตลาดรวม 3.73 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในปี 2013

     ไตรมาส 3 ปี 2014 นี้ โดมิโน พิซซ่าเองเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ระดับรองที่มีผลประกอบการเหนือกว่าผู้นำตลาดได้อย่างไม่น่าเชื่อ เช่นเดียวกับเป๊ปซี่ และแฮสโบร ที่ต่างท็อปฟอร์มทำรายได้แซงหน้าผู้นำในตลาดของตน

     โดยช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา โดมิโน พิซซ่า เปิดสาขาในสหรัฐเพิ่มไปแล้วกว่า 160 สาขา รวมถึงมีรายได้เพิ่มขึ้นอีก 10.5% เป็น 446.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่พิซซ่า ฮัท ทำได้ไม่ดีนักด้วยการเปิดสาขาใหม่ 50 แห่ง ในช่วงเวลาเดียวกัน และมียอดขายลดลง 2%

     จากชัยชนะที่ไม่น่าเชื่อนี้ ก็ได้มีผู้วิเคราะห์ความสำเร็จของโดมิโน พิซซ่าเอาไว้ว่า ประกอบด้วย 5 กลยุทธ์ คือยอมรับความจริง การขยายเมนู ราคา เทคโนโลยี และตลาดต่างประเทศโดมิโน พิซซ่า ได้พยายามปรับปรุงแบรนด์ของตนตลอดหลายปีที่ผ่านมา

     ซึ่งการยอมรับสภาพความเป็นจริงของตนก็มีส่วนสำคัญที่ช่วยให้โดมิโนจับปัญหาได้ตรงจุด และได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคตัวอย่าง เช่น โฆษณาที่ฉายทางยูทูบเมื่อปี 2010 โดมิโนได้แสดงคอมเมนต์ของลูกค้าที่บอกว่าพิซซ่าของร้านรสชาติเหมือนลัง กระดาษ สตีเฟนท์ แอนเดอร์สัน

     นักวิเคราะห์ของบริษัทวิเคราะห์หลัก ทรัพย์มิลเลอร์ทาบัค กล่าวว่า กลยุทธ์นี้มีความเสี่ยงสูงก็จริง แต่ก็สามารถซื้อใจผู้บริโภคได้ดีเช่นกัน ส่งผลให้ผู้บริโภคหันมาสนใจความเปลี่ยนแปลงของแบรนด์โดยอัตโนมัติ

     แม้จะได้รับความสนใจจากการโฆษณา แต่สิ่งที่ผู้บริโภคสังเกตได้จริง ๆ ก็ยังเป็นเมนูที่เพิ่มขึ้น "แพททริก ดอลย์" ซีอีโอของโดมิโน อธิบายว่า บริษัทใช้การเพิ่มเมนูอาหารทานเล่นเพื่อให้ลูกค้าสั่งมากินคู่กับพิซซ่า ซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อบิลได้ โดยที่ลูกค้าไม่รู้สึกว่าเป็นการขึ้นราคา

     อย่างไรก็ตามในธุรกิจอาหารจานด่วน "ราคาและความเร็ว" ยังคงเป็นเรื่องสำคัญ ที่ผ่านมาราคาอาหารของโดมิโน พิซซ่า นับว่าถูกเมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นด้วยราคา 5.99 เหรียญสหรัฐ สำหรับพิซซ่ากับอาหารทานเล่น 1 อย่าง ด้านความเร็วก็เช่นกัน แม้จะไม่มีนโยบายกินฟรีหากส่งเกิน 30 นาทีแล้วก็ตาม แต่ความเร็วในการส่งยังเหมือนเดิมอยู่

     เทคโนโลยีเองเป็นอาวุธอีกอย่างที่โดมิโนนำมาใช้ได้อย่างเหมาะสม ในยุคที่ใคร ๆ ก็ใช้แอปพลิเคชั่นสำหรับสั่งอาหาร โดมิโนได้เพิ่มฟังก์ชั่นสั่งอาหารด้วยเสียงเข้าไป ซึ่งตั้งแต่เดือน มิ.ย.ถึง ก.ย.ที่ผ่านมา มีผู้สั่งอาหารด้วยฟังก์ชั่นนี้กว่า 2 แสนครั้งแล้ว ถึงจะดูไม่แตกต่างจากการสั่งผ่านโทรศัพท์ แต่มาร์ก คาลิโนว์สกี้ นักวิเคราะห์ธุรกิจอาหารชี้ว่า ฟังก์ชั่นนี้ใช้เวลาน้อยกว่าระบบตอบรับอัตโนมัติ อีกทั้งยังใช้งานง่ายกว่าอีกด้วย

     นอกจากตลาดในบ้านแล้ว ตลาดนอกบ้านเอง โดมิโน พิซซ่า ก็มีการเติบโตเช่นเดียวกัน ทั้งออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ยุโรป และญี่ปุ่น

     นับว่าเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ม้ามืดในไตรมาสนี้ที่สามารถเร่งเครื่องฝ่ากระแสเศรษฐกิจ และกระแสสังคมของตลาดอเมริกันที่เริ่มถอยห่างจากอาหารฟาสต์ฟู้ดออกมาได้ ซึ่งสำหรับโดมิโน พิซซ่า ครั้งนี้ถือว่าเป็นความสำเร็จติดต่อกันมาเป็นไตรมาสที่ 14 แล้ว ต้องคอยดูว่าผู้นำอย่างพิซซ่า ฮัท จะแก้เกมนี้อย่างไร



ขอบคุณรูปภาพจาก : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
5 พฤศจิกายน 2557
แหล่งข้อมูล: ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • จากตอนที่แล้วเราได้ทำความรู้จักกับกฏหมาย Trade Facilitation and Trade Enforcement Act of 2015    (TFTEA 2015)  ซึ่งให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรสหรัฐฯ ในการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานผิดกฎหมายซึ่งรวมถึง แรงงานบังคับ (Forced Labor) แรงงานที่ผลิตโดยนักโทษ (Prison Labor) และ แรงงานขัดหนี้ (Indentured Labor) เข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ โดยเป็นการสกัดกั้นการนำเข้าสินค้าในลักษณะเป็นรายบริษัท และมิใช่รายประเทศ
  • เมื่อกลางปีนี้สหรัฐฯได้ปรับให้ไทยอยู่ใน Tier 2  Watch List ในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ (รายงาน TIP Report) ประจำปี 2559 หลังจากปรับลดระดับให้ไทย อยู่ใน Tier 3 เป็นเวลาสองปีติดต่อกัน  ซึ่งเป็นสัญญาณว่าสหรัฐฯเล็งเห็นว่าไทยเรามีพัฒนาการในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และปัญหาแรงงานผิดกฎหมายที่ดีขึ้น  
  • กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ รายงานยอดจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้นสองหลักเกือบทุกปีนับตั้งแต่ปี 2533 และยังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องในอนาคต โดย The Nutrition Business Journal ได้รายงานว่า นับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2551 อัตราการขยายตัวของยอดขายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเกินร้อยละ 10 ทุกปี ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ มีมีมูลค่ากว่า 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.3 ล้านล้าน บาท) ในปี 2558
  • สหภาพแรงงานอุตสาหกรรมเหล็กอเมริกาเหนือ (The United Steelworkers Union: USW) ได้ยื่นคำร้องต่อ International Trade Commission ขอไต่สวนการทุ่มตลาดและการอุดหนุนสำหรับสินค้ายางรถบรรทุกขนาดกลางและรถโดยสารของจีนในตลาดสหรัฐฯ ตามมาตรา 701 และ 731 ของกฎหมายภาษีศุลกากรอีกครั้ง หลังจากที่ USW เคยได้รับชัยชนะในการเรียกร้องให้ลงโทษสินค้ายางรถยนต์และรถบรรทุกขนาดเบาที่นำเข้าจากประเทศจีนมาแล้วในปีที่ผ่านมา
  • เมื่อสหรัฐฯ ลดข้อบังคับด้านการท่องเที่ยวให้กับคิวบา เจ้าของธุรกิจและผู้ให้บริการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีความต้องการที่จะเป็นรายแรกที่ได้ดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ให้บริการเรือข้ามฟาก (Ferry) ทางการท่าเรือไมอามีเร่งหารือแนวทางการสร้างอาคารผู้โดยสารชั่วคราวที่ท่าเรือไมอามีเพื่อรองรับผู้ประกอบการที่ต้องการให้บริการเรือข้ามฟากไปยังคิวบา
  • นับเป็นโอกาสให้ชาวไทยสัญชาติอเมริกันใช้ประโยชน์จากหน่วยงานสหรัฐฯ ที่มีการส่งเสริมการลงทุน สร้างธุรกิจให้แก่บริษัทของชนกลุ่มน้อย เว็บไซต์ MBDA ได้รวบรวมข้อมูลที่จำเป็นตั้งแต่ขั้นตอนการเริ่มทำธุรกิจ โครงสร้างที่เหมาะสมกับธุรกิจของตน การเขียนแผนธุรกิจ การขอใบรับรองกิจการที่สามารถขอได้จากหน่วยงานท้องถิ่นและหน่วยงานรัฐบาลกลาง
    <br />

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ