ปลุกเทรนด์ใหม่ "มื้อดึก" ฟาสต์ฟู้ดแก้ปม "ยอดซบ" แห่เปิดยันเช้า
ปลุกเทรนด์ใหม่ "มื้อดึก" ฟาสต์ฟู้ดแก้ปม "ยอดซบ" แห่เปิดยันเช้า
     ดูเหมือนว่าสถานการณ์ธุรกิจฟาสต์ฟู้ดของอเมริกาจะเกิดการพลิกผัน หลังจากซบเซามาตลอดช่วง 2-3 ปีมานี้ โดยสำนักวิจัยไอบิสเวิลด์ เปิดเผยว่า มูลค่าตลาดฟาสต์ฟู้ดอเมริกันปี 2012 เติบโตเพียง 0.8% และลดลงเป็น 0.7% ในปี 2013 แต่สำหรับปี 2014 นี้กลับมาเติบโตถึง 1.4% อยู่ที่ 198.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

     ล่าสุดสำนักข่าวบลูมเบิร์กได้รายงานถึงกลยุทธ์ใหม่ของธุรกิจฟาสต์ฟู้ดสหรัฐ ที่ดูเหมือนจะเป็นทางออกของปัญหาต่าง ๆ ที่รุมเร้าไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจและเทรนด์สุขภาพ โดยกลยุทธ์ใหม่นี้ก็คือ "อาหารมื้อที่ 4" หรือเรียกง่าย ๆ ว่าอาหารมื้อดึกนั่นเอง

     แม้การขยายเวลาเปิดร้านจนเกือบถึงเช้า อาจจะดูเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นความเสี่ยงที่คุ้มค่าสำหรับตลาดสหรัฐในขณะนี้

     ข้อมูลล่าสุดจากสำนักวิจัยพอร์ตวอชิงตันชี้ว่า ในขณะที่จำนวนลูกค้ารวมของร้านฟาสต์ฟู้ดเพิ่มขึ้นเพียง 0.2% แต่กลุ่มลูกค้าช่วงดึกเพิ่มขึ้นถึง 12% ซึ่งบลูมเบิร์กวิเคราะห์ว่าเรื่องนี้เป็นผลจากความพยายามของเชนฟาสต์ฟู้ด อเมริกันหลายราย ที่จ้องจับกลุ่มลูกค้าใหม่นี้ด้วยการขยายเวลาปิดร้านและเพิ่มเมนูใหม่ที่มี ขายเฉพาะช่วงดึก

     "ดาเรน ทริสทาโน" รองประธานบริหารบริษัทวิจัยเทคโนมิคกล่าวว่า ลูกค้าช่วงดึกมักต้องการแค่หาอะไรสักอย่างใส่ท้องหลังจากเที่ยวและดื่มหนักมาทั้งคืน เรียกได้ว่าเป็นการซื้อด้วยแรงกระตุ้นล้วน ๆ โดยไม่สนใจเรื่องสุขภาพหรือราคาเหมือนช่วงกลางวัน ทำให้มักจะสั่งอาหารมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งนับว่าเป็นเงื่อนไขที่เหมาะมากสำหรับธุรกิจฟาสต์ฟู้ด

     นอกจากนักเที่ยวและคอเหล้าแล้ว ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นเป้าหมายของกลยุทธ์มื้อดึก "ริค ซิลวา" ซีอีโอของเชคเกอร์ ไดว์อิน เรสเตอรองต์ ซึ่งมีสาขากว่า 800 สาขา และทำรายได้กว่า 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐอธิบายว่า มีคนจำนวนไม่น้อยที่ทำงานกะกลางคืน และกลุ่มนักเล่นเกมเองก็ไม่ค่อยตุนอาหารไว้ที่บ้านจึงต้องออกมาหาอะไรกิน

     เชนฟาสต์ฟู้ดที่โดดเข้าร่วมเทรนด์มื้อดึกนี้มีหลากหลาย ตั้งแต่ "ทาโคเบล" เชนร้านอาหารเม็กซิกันในเครือยัมแบรนด์

     เช่นเดียวกับแมคโดนัลด์ "บาสกิ้น -ร้อบบิ้นส์" แบรนด์ไอศกรีมของดังกิ้นแบรนด์กรุ๊ป รวมไปถึง "แจ๊กอินเดอะบ็อกซ์" แบรนด์ร้านเบอร์เกอร์จากเมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย แต่ละรายต่างขยายเวลาเปิดทำการให้ยาวนานขึ้น เช่น ทาโคเบลที่ 95% จาก 5,769 สาขาเปิดถึงตี 3 หรือตี 5 ในบางสาขา "แจ๊กอินเดอะบ็อกซ์" เองก็ให้บริการตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึงตี 5 ด้าน "บาสกิ้น ร้อบบินส์" นั้นร้านที่เปิดคู่กับดังกิ้น โดนัทให้บริการ 24 ชั่วโมงอยู่แล้ว

     โดย "ทาโคเบล" นั้นเรียกได้ว่าเป็นดาวเด่นของยัมแบรนด์ในไตรมาส 3 นี้ ด้วยยอดขายอาหารเช้าเพิ่มขึ้น 3% ยอดขายรวมเพิ่มขึ้น 4% และรายได้จากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 14% ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นอย่างเคเอฟซี หรือพิซซ่า ฮัท ที่มีสาขาทั่วโลก แต่สาขาของทาโคเบลเกือบทั้งหมดอยู่ในสหรัฐ

     เลียวนาด คอมมา ซีอีโอของ "แจ๊กอินเดอะบ็อกซ์" กล่าวว่า เมนูมื้อดึกและอาหารเช้าที่บริษัทเริ่มเปิดตัวเมื่อปีที่แล้ว ช่วยให้ยอดขายในร้านเดิมเติบโต 2.4% ในไตรมาส 3 ของปี 2014 นี้ ซึ่งบริษัทมีแผนที่จะลงทุนในกลยุทธ์มื้อดึกนี้อย่างต่อเนื่องทั้งในด้านโฆษณาและคิดค้นเมนูใหม่ ๆ

     อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์มื้อดึกนี้ยังมีด้านมืดอยู่ด้วย "ดาเรน ทริสทาโน" อธิบายว่า การรับลูกค้าที่เมามายนอกจากจะช่วยให้ยอดขายสูงขึ้นแล้ว ยังทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุรุนแรงในร้านสูงขึ้นตามไปด้วย โดยเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แมคโดนัลด์ ต้องยอมจ่ายเงินกว่า 27 ล้านดอลลารสหรัฐหลังจากแพ้คดีที่มีผู้กล่าวหาว่า บริษัทบกพร่องในการรักษาความปลอดภัยจนมีเหตุฆ่ากันตายเกิดขึ้นในร้านช่วงกลางดึก

     ต้องดูกันต่อไปว่ากลยุทธ์ "มื้อดึก" นี้จะสามารถช่วยกู้สถานการณ์ของธุรกิจฟาสต์ฟู้ดบนแผ่นดินอเมริกันได้หรือไม่ หรือจะถูกกระแสสุขภาพไล่ตามได้ทันก่อนจนตลาดกลับสู่ภาวะถดถอยอีกครั้งกันแน่


ขอบคุณรูปภาพจาก : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
13 พฤศจิกายน 2557
แหล่งข้อมูล: ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • จากตอนที่แล้วเราได้ทำความรู้จักกับกฏหมาย Trade Facilitation and Trade Enforcement Act of 2015    (TFTEA 2015)  ซึ่งให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรสหรัฐฯ ในการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานผิดกฎหมายซึ่งรวมถึง แรงงานบังคับ (Forced Labor) แรงงานที่ผลิตโดยนักโทษ (Prison Labor) และ แรงงานขัดหนี้ (Indentured Labor) เข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ โดยเป็นการสกัดกั้นการนำเข้าสินค้าในลักษณะเป็นรายบริษัท และมิใช่รายประเทศ
  • เมื่อกลางปีนี้สหรัฐฯได้ปรับให้ไทยอยู่ใน Tier 2  Watch List ในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ (รายงาน TIP Report) ประจำปี 2559 หลังจากปรับลดระดับให้ไทย อยู่ใน Tier 3 เป็นเวลาสองปีติดต่อกัน  ซึ่งเป็นสัญญาณว่าสหรัฐฯเล็งเห็นว่าไทยเรามีพัฒนาการในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และปัญหาแรงงานผิดกฎหมายที่ดีขึ้น  
  • กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ รายงานยอดจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้นสองหลักเกือบทุกปีนับตั้งแต่ปี 2533 และยังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องในอนาคต โดย The Nutrition Business Journal ได้รายงานว่า นับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2551 อัตราการขยายตัวของยอดขายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเกินร้อยละ 10 ทุกปี ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ มีมีมูลค่ากว่า 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.3 ล้านล้าน บาท) ในปี 2558
  • สหภาพแรงงานอุตสาหกรรมเหล็กอเมริกาเหนือ (The United Steelworkers Union: USW) ได้ยื่นคำร้องต่อ International Trade Commission ขอไต่สวนการทุ่มตลาดและการอุดหนุนสำหรับสินค้ายางรถบรรทุกขนาดกลางและรถโดยสารของจีนในตลาดสหรัฐฯ ตามมาตรา 701 และ 731 ของกฎหมายภาษีศุลกากรอีกครั้ง หลังจากที่ USW เคยได้รับชัยชนะในการเรียกร้องให้ลงโทษสินค้ายางรถยนต์และรถบรรทุกขนาดเบาที่นำเข้าจากประเทศจีนมาแล้วในปีที่ผ่านมา
  • เมื่อสหรัฐฯ ลดข้อบังคับด้านการท่องเที่ยวให้กับคิวบา เจ้าของธุรกิจและผู้ให้บริการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีความต้องการที่จะเป็นรายแรกที่ได้ดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ให้บริการเรือข้ามฟาก (Ferry) ทางการท่าเรือไมอามีเร่งหารือแนวทางการสร้างอาคารผู้โดยสารชั่วคราวที่ท่าเรือไมอามีเพื่อรองรับผู้ประกอบการที่ต้องการให้บริการเรือข้ามฟากไปยังคิวบา
  • นับเป็นโอกาสให้ชาวไทยสัญชาติอเมริกันใช้ประโยชน์จากหน่วยงานสหรัฐฯ ที่มีการส่งเสริมการลงทุน สร้างธุรกิจให้แก่บริษัทของชนกลุ่มน้อย เว็บไซต์ MBDA ได้รวบรวมข้อมูลที่จำเป็นตั้งแต่ขั้นตอนการเริ่มทำธุรกิจ โครงสร้างที่เหมาะสมกับธุรกิจของตน การเขียนแผนธุรกิจ การขอใบรับรองกิจการที่สามารถขอได้จากหน่วยงานท้องถิ่นและหน่วยงานรัฐบาลกลาง
    <br />

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ