มองเศรษฐกิจสหรัฐปี′58 แนวโน้มสดใส แต่ยังท้าทาย

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางคนตั้งข้อสังเกตว่า ยังมีตัวแปรอีกหลายประการที่ยังไม่น่าไว้วางใจ และเป็นตัวฉุดการเติบโตของเขตเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของโลก
ฟอร์บสชี้ว่า ปัจจัยเสี่ยงที่น่ากังวลที่สุดมาจากนอกประเทศ ได้แก่ เศรษฐกิจที่ซบเซาและเสี่ยงจะเกิดภาวะเงินฝืดในยูโรโซน ภาวะถดถอยในญี่ปุ่น ตลอดจนเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะปัญหาในยุโรปที่ส่อเค้ารุนแรงจนธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจต้องอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบผ่านการซื้อพันธบัตรประเทศในยูโรโซน หรือมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) เวอร์ชั่นยุโรป ซึ่งหากมีการประกาศใช้จริง ประกอบกับแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยช่วงกลางปีนี้ ย่อมทำให้ค่าเงินยูโรอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ และส่งผลกระทบต่อการส่งออกของสหรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เช่นเดียวกับในญี่ปุ่น ที่การใช้ QE ก็กดค่าเงินเยนให้อ่อนลงต่อเนื่องจากปีก่อน ทำให้รถยนต์จากทั้งฝั่งยุโรปและญี่ปุ่นมีแนวโน้มจะเข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาดจากผู้ผลิตรถยนต์ในสหรัฐ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ และอาจนำไปสู่การปลดคนงานหรือลดชั่วโมงทำงานได้
สถานการณ์ยูเครน-รัสเซียและกลุ่มก่อการร้ายในตะวันออกกลางเป็นอีกปัจจัยเสี่ยงที่อาจสั่นสะเทือนเศรษฐกิจสหรัฐได้ แม้สหรัฐจะมีสัมพันธ์ทางการค้ากับรัสเซียไม่มากนัก แต่ในฐานะพันธมิตรที่แนบแน่นของยุโรปซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของรัสเซีย สหรัฐอาจต้องยื่นมือเข้าไปช่วยยุโรปปกป้องยูเครนและลงโทษรัสเซีย ซึ่งอาจส่งผลต่อบรรยากาศการค้าการลงทุนในสหรัฐเองและในตลาดโลก
ขณะที่ความรุนแรงในตะวันออกกลางยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แม้ประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐยืนยันหนักแน่นว่า จะไม่ส่งกองกำลังภาคพื้นดินเข้าไปต่อกรกับกลุ่มรัฐอิสลาม (Islamic State : IS) แต่ในอนาคตหากมีพลเมืองอเมริกันตกเป็นเหยื่อความรุนแรง หรือผลประโยชน์ของสหรัฐในภูมิภาคนั้นถูกคุกคามอย่างหนัก สหรัฐอาจต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด ซึ่งแน่นอนว่าต้องใช้งบประมาณมูลค่ามหาศาล อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์มองว่า ราคาน้ำมันที่ทรุดฮวบตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้วช่วยลดอิทธิพลของรัสเซียและผลกระทบของความไม่สงบในตะวันออกกลางที่มีต่อเศรษฐกิจโลก
ส่วนปัจจัยภายในสหรัฐที่ยังไม่สู้ดีนักคือ ตลาดแรงงาน แม้ตัวเลขการว่างงานจะลดลงเหลือ 5.8% ในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว แต่ถ้าเจาะลึกลงไปจะพบว่า อัตราการว่างงานที่ต่ำลงไม่ได้เป็นเพราะคนมีงานทำเพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลมาจากมีคนในวัยทำงานออกจากตลาดแรงงานไปเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันสัดส่วนของผู้อยู่ในตลาดแรงงานเทียบกับคนในวัยทำงานทั้งหมดของสหรัฐ ลดต่ำสุดนับจากปลายทศวรรษ 1970 ยิ่งไปกว่านั้น ผู้มีงานทำจำนวนมากเป็นแรงงานแบบพาร์ตไทม์
การเพิ่มค่าจ้างเป็นอีกหนึ่งปัญหาด้านแรงงานที่ควรได้รับการแก้ไขโดยเร็ว จากการสำรวจของเฟดพบว่า ช่วงปี 2553-2556 มีเพียงครัวเรือนที่ร่ำรวยที่สุด 10% แรกของประเทศเท่านั้นที่มีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ชาวอเมริกันจำนวนมากยังมองว่าเศรษฐกิจยังเป็นขาลง ทั้งๆ ที่ตลาดหุ้นพุ่งกระฉูดและคนมีงานทำเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นหนึ่งในเซ็กเตอร์สำคัญของสหรัฐ ยังคงซบเซาสวนทางเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว ช่วงหลายปีที่ผ่านมาแม้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อที่อยู่อาศัยจะอยู่ในระดับต่ำตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด แต่การซื้อบ้านใหม่ก็ยังมีน้อยเพราะธนาคารพาณิชย์เข้มงวดกับการปล่อยสินเชื่อ ประกอบกับผู้บริโภคยังขาดความเชื่อมั่นในแนวโน้มเศรษฐกิจจึงชะลอการซื้อบ้านออกไปก่อน
โดยเฉพาะคนวัยหนุ่มสาวซึ่งนิยมไปเช่าที่อยู่อาศัยแทนการซื้อซึ่งมีผลผูกพันในระยะยาว เห็นได้จากการก่อสร้างอพาร์ตเมนต์พุ่งใกล้แตะระดับสูงสุดในรอบ 25 ปี ขณะที่ การขออนุญาตก่อสร้างบ้านเดี่ยวขยับสูงกว่าตัวเลขในปี 2556 เพียงเล็กน้อย
ยิ่งไปกว่านั้น หากเฟดประกาศขึ้นดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับ 0-0.25% มาเป็นเวลาหลายปี อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อซื้อบ้านก็จะพลอยขยับตาม ทำให้ตลาดอสังหาฯยิ่งเงียบเหงาลงอีก
ด้านราคาน้ำมันที่ลดลง แม้จะช่วยให้ต้นทุนการผลิตลดลงและช่วยให้ผู้บริโภคมีเงินเหลือในกระเป๋ามากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้การลงทุนด้านการสำรวจแหล่งพลังงานในสหรัฐลดลง ตลอดจนทำให้กิจการน้ำมันที่สายป่านไม่ยาวพอเริ่มทยอยปิดกิจการ ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง เช่น เคมีภัณฑ์
ปัจจัยสุดท้าย ซึ่งคาดการณ์ได้ยากที่สุดคือ ปฏิกิริยาของตลาดต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งถือเป็นสิ้นสุดนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอย่างสมบูรณ์ หลังจากยุติ QE รอบสามในเดือนตุลาคมปีกลาย วอลล์สตรีต เจอร์นัล ระบุว่า ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาการเติบโตของสินเชื่อทั้งจากธนาคารกลางและสถาบันการเงินในสหรัฐรวมกันอยู่ที่ 5.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะที่ในเดือนกรกฎาคม 2557 ตัวเลขดังกล่าวอยู่ที่ 9.7%
หากตัวเลขการขยายสินเชื่อในสหรัฐยังคงลดลงต่อเนื่อง เศรษฐกิจสหรัฐปีนี้ที่คาดว่าจะเติบโตอย่างสดใสและค้ำจุนเศรษฐกิจโลก อาจหม่นมัวลงอย่างน่าเสียดาย
ขอบคุณรูปภาพจาก : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
20 มกราคม 2558
แหล่งข้อมูล:
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
โดย:
ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
สหรัฐอเมริกา, ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
