อัตราอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านไทยสู่ต่างประเทศลดลง

ตลาดส่งออกที่สำคัญของอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไทย ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น แต่ปัจจุบันมูลค่าการส่งออกกลับมีอัตราการเติบโตที่ลดลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าหลัก ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่มาจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อมภายนอกที่เป็นแรงกดดันกระทบโดยตรง ซึ่งก็คือคู่แข่งอย่างเวียดนาม จีน และมาเลเซียที่หันมาสนใจการส่งออกเฟอร์นิเจอร์อย่างจริงจังโดยมีรัฐบาลให้การสนับสนุนและมีการทำการตลาดเชิงรุก
แต่คาดว่าแนวโน้มการส่งออกเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วนของไทยในปี 2556 ที่แม้จะยังเผชิญความท้ายทายจากความซบเซาของตลาดในประเทศคู่ค้าหลักอย่างสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรปประกอบกับการแข็งค่าของเงินบาทอย่างต่อเนื่องทำให้สินค้าส่งออกไทยมีราคาสูงขึ้น แต่การส่งออกจะมีโอกาสเติบโต 0-3% ในตลาดอาเซียน และประเทศเศรษฐกิจใหม่ เช่น BRICS ได้แก่ บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ ที่จะเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนแนวโน้มการส่งออกเฟอร์นิเจอร์ และชิ้นส่วนของไทยในปีนี้ และปีต่อๆ ไป
แม้ว่าในปัจจุบันไทยยังส่งออกเฟอร์นิเจอร์ และชิ้นส่วนไปขายยังกลุ่มประเทศดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนที่น้อย (ประมาณร้อยละ 20) แต่จากช่วงระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออกเฟอร์นิเจอร์ และชิ้นส่วนของไทยในทั้ง 2 กลุ่มประเทศ เพิ่มเป็นอย่างมาก แม้กระทั่งจีนที่นอกจากจะเป็นคู่แข่งขันที่สำคัญของไทยแล้ว ขณะเดียวกันก็เป็นประเทศคู่ค้าที่มีศักยภาพด้วย
โดยการส่งออกเฟอร์นิเจอร์ และชิ้นส่วนของไทยในปี 2556 จะมีมูลค่าประมาณ 1,143-1,176 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นอัตราการขยายตัวประมาณร้อยละ 0-3 (YoY) จากปี 2555 ที่มีมูลค่าการส่งออกประมาณ 1,142.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และญี่ปุ่นน่าจะยังเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยด้านต้นทุน และค่าเงิน ผู้ประกอบการส่งออกเฟอร์นิเจอร์ และชิ้นส่วนของไทยยังคงต้องปรับตัวด้วยการเพิ่มศักยภาพในการผลิต และเริ่มมองหาตลาดศักยภาพใหม่เพื่อให้อยู่รอดภายใต้ภาวะการแข่งขันที่รุนแรง ซึ่งต้องยอมรับว่าการปรับตัวของเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเงินเยนมีผลต่อคำสั่งซื้อจากญี่ปุ่น
ทั้งนี้ทั้งนั้น มูลค่าการส่งออกเฟอร์นิเจอร์ และชิ้นส่วนของไทยไปยังญี่ปุ่นอาจจะยังสามารถรักษาอัตราการขยายตัวไว้ที่ร้อยละ 1.5 (YoY) ได้ จากการที่ผู้ประกอบการไทยให้ความสำคัญกับประเด็นด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และประโยชน์ใช้สอยของสินค้ามากกว่าราคา ตอบโจทย์ความต้องการ และไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพาราที่มีคุณภาพ ประณีต และได้รับความนิยมมากขึ้นในตลาดญี่ปุ่น ขณะที่คู่แข่งหลักอย่างจีนมีข้อด้อยในประเด็นนี้เพราะไม้ยางพารายังมีจำนวนน้อยมากและต้องนำเข้า
นอกจากนี้ผู้ประกอบการควรติดตามประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น เงื่อนไข และนโยบายของประเทศคู่ค้า นวัตกรรมใหม่ๆ หรือ Mega Trend ที่อาจมีผลต่อการผลิตเฟอร์นิเจอร์ เช่น การใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือรูปแบบการผลิตที่เน้นการรักษาสุขภาพ รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ และชิ้นส่วนเพื่อผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกระแสที่ตลาดกำลังให้ความสำคัญในขณะนี้ด้วย
วิเคราะห์อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไทย
จุดแข็ง
1. อุตสาหกรรมไม้ยางพารา ไม่สักป่าปลูก มีความพร้อมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ
2. แหล่งวัตถุดิบธรรมชาติในประเทศไทยเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
3. การรวมกันเป็น Cluster ที่มีประสิทธิภาพ
จุดอ่อน
1. ผู้ประกอบการไทยยังขาดความเข้าใจในเรื่องของการตลาด การทำตลาดต่างประเทศระดับโลก และการสร้างตราสินค้า
2. ขาดการลงทุนและการวิจัยพัฒนาด้านการออกแบบ
3. ขาดแคลนนักออกแบบทั้งด้านปริมาณและคุณภาพในการออกแบบให้เหมาะสมกับตลาดสากล หรือตลาดแต่ละประเทศ รวมทั้งยังไม่สามารถออกแบบเชิงพาณิชย์ได้ดีพอ
4. อุตสาหกรรมสนับสนุน (Supporting Industry) เช่น ไม้ Veneer เหล็ก ผ้า หนัง Fitting กระจก ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอจึงยังจำเป็นต้องพึ่งการนำเข้าทำให้ความสามารถการแข่งขันในตลาดโลกลดลง
5. ต้นทุนรวมอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ของประเทศไทยสูงกว่าคู่แข่งขันมาก เช่น จีน เวียดนาม มาเลเซีย
อุปสรรค
1. ความไม่แน่นอนของความต้องการของตลาดที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศในแต่ละแถบภูมิภาค
2. มีผู้แข็งขันรายใหม่ๆ ในอาเซียนเข้ามาในตลาดโลกซึ่งเวียดนามเริ่มก้าวมาเป็นคู่แข็งขันสำคัญ
3. ราคาวัตถุดิบผันผวนตามกลไกตลาดและขาดแคลนในบางครั้ง เนื่องจากวัตถุดิบขึ้นอยู่กับฤดูกาล อีกทั้งผู้ผลิตวัตถุดิบหลายรายหันไปส่งออกให้ประเทศเพื่อนบ้านที่ให้ราคาสูงกว่าจึงมีอำนาจในการต่อรองมากกว่า
โอกาส
1. ภาพลักษณ์ของสินค้าไทยดีจึงช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มในสายตาของผู้ซื้อต่างประเทศ
2. อุปสงค์ของตลาดอาเซียน เช่น ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการก่อสร้างเอื้อต่อการส่งออกเฟอร์นิเจอร์ของไทย
แหล่งข้อมูล : ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหัรฐอเมริกา
29 เมษายน 2558
โดย:
ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหัรฐอเมริกา
สหรัฐอเมริกา, ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
Original page:
http://www.thaibicusa.com/th/in-the-news/atraautsaahkrrmefrniecchraelakhngtkaetngbaanaithysuutaangpraethsldlng
http://www.thaibicusa.com/th/in-the-news/atraautsaahkrrmefrniecchraelakhngtkaetngbaanaithysuutaangpraethsldlng
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน

