สปป. ลาว พลิกวิกฤตเป็นโอกาส : ส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพื่อแก้ไขวิกฤตพลังงาน
สถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานไปทั่วโลกรวมถึง สปป.ลาว ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศกว่าร้อยละ 90 ในช่วงแรก จึงเกิดวิกฤตการณ์ขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงและภาวะเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นในไตรมาสแรกของปี 2569 และกลายเป็นปัจจัยกระตุ้นให้รัฐบาล สปป. ลาว ยกระดับนโยบายการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาดอย่างเร่งด่วน เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงและใช้ประโยชน์จากแหล่งพลังงานไฟฟ้าภายในประเทศอย่างเต็มประสิทธิภาพ
รัฐบาล สปป.ลาว ได้ประกาศนโยบายการลดผลกระทบจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง โดยส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า ผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น การลดภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าเหลือร้อยละ 0 และปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตเหลือร้อยละ 3 จากเดิมร้อยละ 35 – 40 การปรับปรุงขั้นตอนการจดทะเบียน และสำหรับรถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้า รัฐบาล สปป. ลาว ได้เพิ่มอัตราภาษีนำเข้า ภาษีสรรพสามิต และค่าธรรมเนียม และค่าบริการ นอกจากนี้ รัฐบาล สปป. ลาว ยังสนับสนุนการใช้รถบรรทุกไฟฟ้า (EV Trucks) ทั่วประเทศ โดยเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่างรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว (EDL) หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน จำนวน 27 บริษัท ซึ่งครอบคลุมผู้จำหน่ายรถบรรทุกไฟฟ้า ผู้ติดตั้งและพัฒนาสถานีชาร์จไฟฟ้า ผู้ประกอบการขนส่งและโลจิสติกส์ และสถาบันการเงิน เพื่อจัดทำแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปใช้งานรถบรรทุกไฟฟ้า โดยให้ความสำคัญกับการจัดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้าและศูนย์เปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า การพัฒนาระบบดิจิทัลแบบรวมศูนย์สำหรับการจัดการบริการชาร์จและการจองคิวล่วงหน้า และการศึกษาทางเลือกด้านสินเชื่อเพื่อสนับสนุนให้ภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงรถยนต์ไฟฟ้าได้ และล่าสุด เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 รัฐบาล สปป. ลาว ได้ประกาศระงับการนำเข้ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทุกประเภทชั่วคราวจนถึงสิ้นปี 2569
อย่างไรก็ดี นโยบายส่งเสริมการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าของ สปป. ลาว ไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียว หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2564 รัฐบาล สปป. ลาว ได้ออก "มติว่าด้วยการรับรองและประกาศใช้นโยบายการใช้รถไฟฟ้าใน สปป. ลาว" โดยกำหนดเป้าหมายจำนวนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างน้อยร้อยละ 1 ของจำนวนผู้ใช้ยานพาหนะทั้งหมดในประเทศในปี 2568 และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 30 ภายในปี 2573 นอกจากนี้ มีมาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการโดยไม่จำกัดโควตาการนำเข้าและยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีนำเข้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอะไหล่ และอุปกรณ์สถานีชาร์จ อีกทั้งยังส่งเสริมการจัดตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนและประกอบรถยนต์ไฟฟ้าใน สปป. ลาว โดยให้สิทธิพิเศษด้านภาษีรายได้และค่าเช่าที่ดินของรัฐบาล และผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าจะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านค่าธรรมเนียมการใช้ถนนประจำปี ซึ่งจะต่ำกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอย่างน้อยร้อยละ 30 และต่ำกว่าร้อยละ 15 สำหรับรถยนต์ไฮบริด นอกจากนี้ ยังได้รับสิทธิพิเศษในการจอดรถที่จุดบริการชาร์จไฟฟ้าสาธารณะ และ EDL จะอำนวยความสะดวกการติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าสำหรับเครื่องชาร์จภายในบ้าน โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมการติดตั้งอีกด้วย
นายจันทะลา พิมมะจัก อธิบดีกรมการขนส่ง กระทรวงโยธาธิการและขนส่ง สปป. ลาว ได้รายงานในการประชุมหน่วยงานด้านโยธาธิการและขนส่งทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ว่า ปัจจุบัน สปป. ลาว มีรถยนต์ไฟฟ้าที่จดทะเบียนและใช้งานแล้วรวม 14,466 คัน มีผู้ประกอบการให้บริการสถานีชาร์จไฟฟ้าจำนวน 36 บริษัท ครอบคลุมสถานีชาร์จไฟฟ้าทั้งหมด 126 แห่ง กระจายอยู่ใน 14 แขวงทั่วประเทศ โดยมากกว่าครึ่งหนึ่ง หรือ 65 แห่ง ตั้งอยู่ในนครหลวงเวียงจันทน์ ทั้งนี้ รัฐบาล สปป. ลาว มีเป้าหมายขยายสถานีชาร์จไฟฟ้าให้ครอบคลุมมากกว่า 150 แห่งภายในปี 2573 เพื่อรองรับความต้องการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าที่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต
สปป. ลาว มีศักยภาพสูงด้านพลังงานสะอาด อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนผ่านสู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้ายังคงต้องอาศัยเวลา รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศที่เกี่ยวข้องให้มีความพร้อมยิ่งขึ้น ปัจจุบัน สปป. ลาว ยังต้องเผชิญสิ่งท้าทายหลายประการที่อาจส่งผลให้การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวไม่ราบรื่นเท่าที่ควร เช่น (1) ข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน สถานีชาร์จไฟฟ้าส่วนใหญ่รองรับเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่ผู้ใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้ายังต้องพึ่งพาการชาร์จไฟฟ้าภายในครัวเรือน (2) ต้นทุนและบริการหลังการขายสำหรับรถยนต์ไฟฟ้ายังมีราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับรถยนต์ทั่วไป อีกทั้งศูนย์ซ่อมบำรุงและบริการหลังการขายยังมีจำนวนจำกัด โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างแขวง (3) มาตรฐานด้านภาษีและการจดทะเบียน ปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐานกลางสำหรับแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าทั่วประเทศ รวมถึงการจัดเก็บข้อมูลสถิติของรถจักรยานยนต์และรถสามล้อไฟฟ้ายังไม่เป็นระบบ และ (4) ความเชื่อมั่นและข้อห่วงกังวลของผู้บริโภค ด้านมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพ โดยเฉพาะความปลอดภัยของแบตเตอรี่ในช่วงฝนตกหนักหรือภาวะน้ำท่วม ปัญหาแบตเตอรี่เสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร ปัญหาระบบไฟฟ้าภายในครัวเรือนไม่เพียงพอสำหรับการชาร์จ ตลอดจนกระแสข่าวเกี่ยวกับไฟฟ้าลัดวงจรหรือเหตุเพลิงไหม้ที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้า
แม้ สปป. ลาว จะมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องในการผลักดันนโยบายส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียวและเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในอนาคต แต่ยังคงมีความท้าทายในด้านต่าง ๆ ข้างต้น ซึ่งในบริบทดังกล่าว ไทยมีโอกาสสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือกับ สปป. ลาว เนื่องจากไทยมีความพร้อมในด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ เทคโนโลยีการชาร์จไฟฟ้า ระบบไฟฟ้า และการบริการหลังการขาย ซึ่งสามารถสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของ สปป. ลาว ได้อย่างเป็นรูปธรรม ในระยะต่อไป ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสขยายการส่งออกและการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้า เช่น รถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์ชาร์จไฟฟ้า และชิ้นส่วนต่าง ๆ มายังตลาด สปป. ลาว ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยยังสามารถมีบทบาทในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสถานีชาร์จ ระบบบริหารจัดการพลังงาน ซึ่งปัจจุบันยังไม่ค่อยมีความหลากหลายมากนัก
ขณะเดียวกัน การเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริการหลังการขายและการพัฒนาศักยภาพบุคลากรเฉพาะทาง ยังเป็นโอกาสให้ไทยสามารถสนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการบริหารจัดการศูนย์บริการซ่อมบำรุง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและสนับสนุนการเติบโตของตลาด ยานยนต์ไฟฟ้าในระยะยาวอีกด้วย
บทความโดย พูมใจ แพงมะนี เจ้าหน้าที่ BIC
สถานเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์
ข้อมูลอ้างอิง
- https://en.vietnamplus.vn/laos-faces-challenges-in-ev-transition-post342632.vnp
- https://www.vientianetimes.org.la/freefreenews/freecontent_Po_Laos_advocates_y26.php
- https://laoyouth-radio.com/flash-news/2026/05/11/lao-pdr-has-14466-electric-vehicles-and-126-charging-stations-covering-14-provinces/
- https://www.laotradeportal.gov.la/upload/files/Legal_1633595157lo_LA.pdf
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
-
06/01/2026